ไดอารี่คนเชยๆ's profileเปลี่ยนไปเรื่อย [999 รอ...PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    July 31

    Ideal gas

    เห้อ...เห้อ...เห้อ...เห้อ

     

    แม่งมีแต่ CO2 ออกจากปากในปริมาณที่น่าจะเป็นอันตรายต่อบุคคลรอบข้างจริงๆเลย
    เลยทำให้สมองคิดได้บ้างว่า คงต้องเดินแยกออกมาพ้น CO2 คนเดียวดีกว่า

    ออกมาพ่นให้ต้นไม้ 
    ก็เป็นประโยชน์ต่อต้นไม้ ยังน้อยถึงมันไม่ช่วยให้เรื่องดีขึ้น
    ก็ให้CO2 เป็นสารตั้งต้นเพื่อเข้าสู่กระบวนการการสังเคราะห์ด้วยแสง เกิดสารผลิตภัณฑ์
    ที่จำเป็นต่อหมู่มวลมนุษยชาติใช้หายใจแล้วมีชีวิตอยู่ต่อไป

    ดูเป็นคนดีขึ้นเยอะ

    ออกมาพ่นใส่บรรยากาศที่โล่งแจ้ง ยังน้อยให้ลม มันช่วยพัด
    มันจะๆได้ไม่กระจุกตัวอยู่แต่ในห้องแคบๆ แล้วที่นี้อะไรๆมันก็ดีขึ้นทันตาเห็น

    มันทำให้แผ่นดินตรงนั้นสูงขึ้นดีเน้อ

    เห้อ เห้อ เห้อ เห้อ
    วันนี้เราหอนหายใจไปเท่าไรแล้วน้า แต่คอยดูนะ วันข้างหน้า
    เราจะกอบโกยO2เข้าไปผลิตพลังงานสร้างความสุขเป็นเท่าตัว

    แต่วันนี้ กูขอเหอะ...

    เห้อ~

    July 29

    ทำไรไป+เพลงเพราะ

    นั่งฮาๆอยู่ อารมณ์แบบว่าทำไรไปว่ะ หลายอย่าง เสียใจ กริ่มๆ เมา บ้า
    ...เอานะ เรารับผิดชอบ...ออกแนวไปปล้ำใครมาแล้วเขาก็กระซิกๆในอ้อมแขน เราเลยต้องปลอบ

    บ้าแหล่ะ อีหนูแจง

    ไปย้อมผมเป็นสีดำ ทั้งหัว
    จริงไม่ได้ยอมเพิ่มเลยนะ ตั้งแต่ปิดเทอมเลยอ่ะ แล้วน้องมันไปเอาที่หนีบผมหนีบ
    สีมันเลยเด่นขึ้นมาเลยอ่ะ โครตจะเศร้าทั้งๆที่จะไม่เสียตังค์ยอมดำให้เสียสุขภาพจิตซะแล้ว

    แต่ไม่เป็นไร ตัดสินใจทำไปแล้ว อีกอย่างคือ 
    แจงสบายใจ~ ไม่เครียดไม่ใช่ตังค์เรา มันเป็นตังค์น้องสาว ฮ่าๆ

    ไปเจาะหูมาเมื่อวันจันทร์ 4 รู ข้างละ 2
    ไม่รู้คิดอะไรเหมือนกัน คิดว่าจะทำก็คือทำ ไม่คิดว่ามันเฉยๆ อาการแบบ เอาว่ะ!
    บ้าว่ะ อารมณ์แบบเจ็บหูไม่สู้ใจที่เจ็บ  ฮ่าๆ จริงๆไม่ใจชิวแล้ว ไม่เครียดไม่อะไรเลยจริงๆ~
    ที่นี้เลยชวนน้องไป ตอนแรกก็เหมือนจะกล้า แต่ป๊อดขึ้นมาซะงัน อันตัวพี่นี้ก็นะ ถามใครจะเจาะก่อน
    แม่งก็โบ้ยมาทางกู ขอบใจน้อง อืม...ก็เลยเจาะ จริงๆป้าเขาบอกให้เจาะอย่างละข้างก่อน
    แต่ปฎิเสธไป เอาป้า วันนี้ให้มันเสร็จไป ก็บรรลุเป้าหมายคือ เสร็จไป 4รูป ไม่ร้อง ไม่เจ็บ ไม่อะไรเลย

    ส่วนคุณน้องของเรา แม่งก็นะ ป๊อดตอนแรกท่านี้ดีจัง แต่เอาจริง มีการกระตุกๆ หลับตา กลัวขึ้นมาจับใจ
    ฮ่าๆ ดูคนอื่นทุกข์กว่ามีความสุข ฮ่าๆ ไม่หรอกก็ให้กำลังใจน้องอยู่ข้างๆ
    เจาะเสร็จก็กลับมาโอดโอย น้องมิวคุง  น้องเราก็เข้าใจผิดคิดว่าเป็นแฟนกัน
    ชอบจับคู่พี่สาวตัวเองกับผู้ชายทุกคนเลย ที่เจอจริงๆน้องเรา
    ช่างมัน...ไม่สนใจหรอก เห้อๆ รู้อยู่ว่าอะไรเป็นอะไร

    อ่า ก่อนหน้านั้นไปก็โทรศัพท์ไปหาน้อง อืม มีการเขินก่อนโทร แล้วเขินหลังโทรด้วย
    เป็นโปรโมชั่นเสริมของซิมรุ่นนี้จริงๆนะ ใครว่างๆลองใช้ซิมนี้ดู ก่อนจะโทรเขิน หลังโทรก็ยังเขิน
    อายจริงๆ แต่ก็โทรไปถาม แล้วก็แรดไปซื้อของให้....ออกแนวไม่รู้จะซื้ออะไร

    แต่วันนี้ก็ได้ให้ไปแล้ว เห็นด้วยว่าติดอยู่ที่ข้างๆหัวใจ...ไม่หรอก คือ กระเป๋าเสื้อมันว่างเลยติด
    ก็มองในระยะ 50 เมตร...แล้วก็แอบอมยิ้ม กระดี่กระดา
    แล้วก็กลับมาสงบราวกับพลังงานถูกปลดปล่อย พอหมดก็ตกลงสู่ชั้นเดิม
    ที่ระยะโบรตรอนยังดึงอิเล็กตรอนไว้อยู่...ฮ่าๆ

    ก็อดผิดหวังไม่ได้ ที่มาโรงเรียนสาย ไม่งัยนะ ไปนั่งติดขอบรอดูน้องรับดอกไม้ไปแล้ว
    ดันถูก กน. ดักไว้ตรงลานอเนกประสงค์ แล้วนั่งมองน้องเขาในระยะ 120 เมตร
    ประเทศไทย    ให้ดิฉันกระดี่กระด้าก่อนที่น้องเขาจะไปได้ไหม

    ไม่คิดอะไรจริงๆ ไม่เศร้าเลยหลังจากที่คุยกัน คือ ใจมันเคลียร์ สะอาดไปแล้วทั้งใจอ่ะ

    แล้วเหลิมแม่งก็ซากอ้อยบอกว่าก็รอดูอยู่ว่าคนไหนว่ะ คนไหน ไม่เห็นมีใครหล่อ ไม่น่าใช่...
    ซึ่งมันก็ถามตอนที่เข้าตัวตึก น้องเขาอยู่ที่หน้าพระบรมรูป เดินไปกับมัน แล้วมันถามพอดี
    อืม ถ้าไม่อายจะชี้ให้ดูอ่ะว่า เห็นมะ ตรงหน้าแกอ่ะ นั้นอ่ะ น้องยืนอยู่ตรงนั้น
    แต่พระจิต อาเม่น แดดช่างแรงกล้า อีหนูแจงเอามือปิดแล้วเดินเข้าตัวตึก อดมองน้องเลย

    สุดท้าย ก็ไม่มีใครอยู่เย็น นอกจากเหลิม ลูกหมิ้ว น้องปาม และอีหนูแจง
    นั่งซ่อมเพลตด้วยความลั่ลล้าอยู่หน้าฝ่ายปกครอง...เพราะไม่ค่อยจะมีที่ไปสักเท่าไรเลย
    ...แล้วท่านรองเมธิเดินมา ได้เข้าร่วมคุยสักเล็กน้อย แล้วจากไป
    แล้วอาจงอาจารย์ ก็เดินมามากมาย วู้~

    เอาล่ะนะ เต็มที่ๆ สู้ๆ
    จริงก็เพิ่งคิดได้แหล่ะ ว่าทำไมสิ่งที่เราทำไป พี่เขาบอกว่าไม่เหมือน ไม่ใช่เลย
    เพิ่งคิดออกตอนทุ่มครึ่ง ตอนนั่งอยู่ที่โรงอาหารของโรงเรียนหลังจากสังเกตเห็นตัวไวเรดในโรงเรียน
    แม่ง ทุ่มครึ่ง บ้านมีไม่กลับ ฮ่าๆ...ไปถามพ่อไปว่าทำไมไม่มารับ
    จริงๆปีที่แล้วก็กลับประมาณนี้เพราะนั่งทำโค๊ดอยู่ มีข้าวกินT^Tด้วย

    พอคิดออกก็อืม ยังนี้นิเอง
    เลยโทรไปหาป้าในฝ่าย ป้าไม่รับ เห้อๆ เอาว่า เดี๋ยวจะลองใหม่

    วันนี้คงเครียร์งานที่ต้องได้เงินก่อน แล้วทำฟิสิกส์ต่อ คณิต
    วันนี้คงไม่ได้นอนล่ะมั้ง อีหนูแจง เห้อๆ สู้ว่ะ

     
    July 27

    สงสัย

    วันนี้รับโทรศัพท์โด่ง แล้วเห็นเบอร์ที่โชว์มา เป็นเบอร์มือถือ อดสงสัยไม่ได้ว่า
    ปกติเวลาโทรมาจะเป็นno name ที่ไม่สามารถโชว์เบอร์ได้ แต่ที่นี้มันโชว์เบอร์

    เลยถามว่า "ตกลงกลับเมืองไทยแล้วหรอ" มันก็บอกว่า "อยู่อุดร กำลังจะซื้อกล้วยแขก"
    แต่ก็ไม่เชื่ออ่ะ ถามอย่างนี้ไปหลายรอบ มันก็ตอบแต่มุขนี้ ตกลงอยู่แคนาดาอยู่หรือกลับเมืองไทยแล้ว

    ก็นึกว่าตัวเองต้องผิดสัญญาอีกแล้วหรอ ที่จะไปส่งแต่ไปไม่ได้ แล้วจะไปรับกลับแน่ๆ ชัวร์ๆ สัญญา

    ณ ตอนนั้นไม่ใช่ว่าไม่อยากไปส่ง แต่ด้วยเวลา
    ความไม่คล่องตัวและเค้าไปไม่เป็น ทำให้ทำอย่างที่อยากจะทำไม่ได้
    แต่กระดาษที่ติดวันที่ว่าโด่งไป เค้าก็ยังติดมันไว้ที่เดิม ยังคงติดอยู่ที่เดิมไม่เปลี่ยนแปลงนะ

    วันที่ 7 มีนาคม 2551 เวลา7.00 น. โด่งจะไป

    เหมือนเหตุการณ์มันซ้ำซากๆในชีวิตจัง มีพบ มีจาก มีไปต่างประเทศ ฮ่าๆๆๆๆ วงจรเดิมๆ
    แต่ก็ผ่านมันไปได้เสมอ ไม่ต้องห่วง (ฮ่า)

     

     

    ป.ล.
    จริงๆยังมีกระดาษอีกแผ่นติดอยู่นะ ยังไม่ได้แกะออกสักที แล้วคงจะไม่แกะออกด้วยแหล่ะ
    "17-19 มีนาคม 51 ไปค่ายเชียร์ที่ทะเล...." อมยิ้ม~

    July 26

    สิ่งที่หลงเหลือ

    เหมือนกับ  เรากลับมายืนที่จุดเก่า   หน้าผาที่เดิม  

    ที่ครั้งหนึ่ง  เราเคยได้ดิ่งลงไปตามแรงโน้มถ่วง

    หน้าผาที่สูงชัน   กับลมที่โหมพัดปะทะตัวเรา
    ราวกับจะหยุดยั่งห้าม ว่าอย่าทำ อย่าโดด  อย่าลงไป

    สายลม ถ้าเธอเป็นใครสักคนที่ใช่สำหรับฉัน
    ฉันคงหยุดตรงนี้เพื่อกอดเธอทั้งน้ำตาด้วยความแสนดีของเธอ
    เพราะเธอคือสิ่งเดียวที่ยามเศร้า สายลมได้พัดความทุกข์จากฉันไป
    และในยามสุข เธอก็แอบดูฉันอยู่อย่างเงียบๆ

    แต่ตอนนี้ 
    ขาซ้ายมันได้ก้าวออกไปนิดหนึ่งแล้ว
    มีเสียงวี๊ดอืออึงของลมที่พัดสะท้อนในหุบเหวดังก้องเมื่อมองก้ม
    ภาพเดิมก็ย้อนกลับเข้ามา
    พอถึงจุดนี้ การตัดสินก็เกิดขึ้น

    ....วุ๊บ!....

    ...ทำไม...
    ทำไมเราถึงกล้าโดดลงมานะ
    เพราะเราตัดสินใจดีแล้วที่ต้องทำแบบนี้
    มันคือทางออกของเรา รู้หรอกว่าคนอื่นก็คิดว่าโง่ แต่ในทางกลับกัน
    ลองคิดซิ ว่าใครได้เผชิญในวินาทีแห่งการมีชิวิตกับความตาย มันเป็นเส้นบางๆ
    ที่อยู่ก่ำกึ้งกัน สติเราจะจดจ่ออยู่กับตัวเองได้มากที่สุดโดยไม่ต้องไปพึงการทำสมาธิ

    ที่นี้เราจะได้รู้สึกตัว

    ยังห่วงใครอีกไหม?
    คนๆนั้นจะรู้สึกอย่างไร ที่รู้ข่าวของเรา?
    เพื่อนจะเข้าใจเราไหม?
    ใครจะพบศพ?
    จะได้ไปสวรรค์หรือนรก?
    นานา จิตตัง...

    สุดท้าย
    เราต้องการจะ "ตาย" จริงๆหรือ?

    และเมื่อเนื้อเราสัมผัสกับพื้นดิน ทุกอย่างจะเป็นเพียงเสี้ยววิ ให้เราหันหลังกลับ
    แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว นอกจากความรู้สึกเจ็บราวไปทั่วร่าง
    กับความทรงจำก่อนตาย ทั้งดีและร้ายผสมรวมกัน กลายเป็นภาพยนตร์ดีๆเรื่องหนึ่ง
    ที่ชีวิตเราได้เลือกและก้าวไป  ก่อนจะดับลงเหมือนหลอดไฟที่ไส้มันขาด ไม่มีประโยชน์
    มีแต่จะถูกทำลายให้สูญหายไปจากโลก

    .......................................................................

     



    แต่ยังน้อย นี้ก็เป็นเพียงจินตนาการ ทำสติโดยไม่ต้องใช้สมาธิ แต่ใช้มโนภาพ
    คิดสิ่งที่เกิดระหว่างคาบเส้นความเป็น และ ความตาย  ว่าสุดท้ายเรายังมีอะไรสำคัญในชีวิตที่อุส่าห์ได้เกิดมา

    มีพ่อแม่
    มีเพื่อน
    มีความฝันและความหวังที่อยากทำ
    มีการ์ตูนที่ยังดูไม่จบ
    มีอาหารที่ยังไม่ได้ไปลองชิม
    มีที่เที่ยวที่ยังไม่เคยไป
    มีภาษาที่ยังไม่ได้เรียนรู้
    มีอนาคตที่ยังไม่ลงเอ๋ยกับใครจริงๆจังๆ
    มีเรื่องให้ลองอีกมากมาย

    พอถึงจุดนั้น เราปล่อยให้ความทุกข์ มันตายไปฝ่ายเดียวดีกว่า
    ให้ตัวเรา ร่างของเรา จิตวิญญาณของเรา ได้ลอยขึ้นมาในจุดๆเดิม
    ตรงหน้าผาที่เดิม และบรรยากาศเดิมๆ แล้วหันกลับสู่เส้นทางการมีชีวิต และ สู้มันอีกครั้ง

     


    ................................................................................................................

    ป.ล. พี่ๆกลับมา เฮฮาบ้าบอเหมือนเดิมเลย
    ส่วนรุ่นกูแม่งก็ ศาลาคนเศร้าชิบหาย...หรือเศร้ากันแค่2ตัว
    (หรือ 6 หว้า คิดๆดู นี้ก็จะครบรุ่น11 เลยนะเนี้ย ที่เหลือนี้ก็มีความสุขกะแฟน) ฮ่าๆ
    ฮ่าๆ ถ้าเอาอารมณ์ต่อไปนี้ กูไม่เศร้า ฮ่าๆ งัน คงไม่ใช่กูแหล่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ 
    ลบกูออกไป ฮ่าๆๆๆๆๆ   คัมไป คัมไป คัมไป ฉลอง~

    แหะๆ เราจัดเวลาดีเท่าไรกัน?

    อย่างว่า มีคนเคยบอก(แน่ล่ะ ก็ดันเป็นพวกรับฟังทุกๆอย่าง แต่บ้างที...ก็เลยจำมาใช้เขียนบล็อกซะหน่อย)
    คนเรานั้นมีเวลา 24 ชม. เหมือนกัน แต่ใครล่ะ จะทำให้ 24 ชม. เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

    เหมือนกับทำเวลา 24 ชม. ให้กลายเป็น เวลาที่นานแสนนาน
    *นานแสนนาน...ดูๆแล้วอาจมีนัยยะซ่อนเร้น เป็นซิมโบลิกอะไรสักอย่าง อุ๊แม่เจ้า~

    **สำหรับผู้ชายว่า เวลานานแสนนาน คือ เท่าไร วัดไม่ได้
    ***สำหรับผู้หญิง เวลานานแสนนาน คือ ราตรีกาลที่แสนเหน็บหนาว
    ****สำหรับผู้หญิงโสดสนิทเกิน40  คือ ขึ้นคาน100%    ตาลาลา...แล้วแต่จะคิดดีกว่า

    คิดยังว่าวันนี้ ได้ลองเริ่มต้นจัดการเวลาของตัวเองบ้างแล้วหรือใครทำแล้วยกมือขึ้น~ 
    ฮ่าๆ จะยกหรือไม่ยก ลองดูตัวอย่างที่ได้ลองดูตรงนี้สักนิด อย่างเช่น

    เลิกเล่นเอ็มเอสเอ็น สัก6 ชม. แล้วไปทำอย่างอื่น เช่น
    ดูข่าว 1 ชม.
    อาบน้ำ ครึ่งชม.
    แต่งตัว ทำธุระ ครึ่งชม.
    แล้วอีก 3 ชม ไปดูละครให้ "สะใจ"
    อีก 1 ชม ที่เหลือนั่งดู การ์ตูน "Chi's Sweet Home"
    การ์ตูน 3 นาทีเห็นจะได้ ถ้าเอาเพลงเปิดออกจะเหลือ 2 นาที เป็นการ์ตูนใช้ดีเพลินๆ
    มีสาระนิดหน่อย บ้างตอนก็ไม่มี ดูแล้วมีความสุข
    จนอยากแปลซับเป็นภาษาไทย...แต่อย่าเลย ภาษาอังกฤษข้าน้อยช่างต่ำเตี้ยยิ่งหนัก

    1 เป็นสภาพตอนที่"ครอบครัวยูเฮ"เรียก "ชิ" กลับบ้าน
    2 ทั้งที่แมวง่องแง่ง มันก็หนีออกจากบ้านเอง ไปตามทำไหมกัน3เขามาตามแกกลับ  โถ้...ไม่น่าเอากลับเลย กินก็เก่ง งานบ้านก็ทำไม่เป็น
    4เป็นงัยคนมารับกลับบ้าน ดีใจล่ะซิ แต่หน้าตาแบบว่า...
    5เริ่มมองๆด้วยความกลัว เง้อ~ กลัวอ่ะ
    อย่าให้มีใครมาร้องไห้ต่อหน้าเราแบบนี้เลย...รู้สึกกลัวมากกว่าจะปลอบใจ ฮือๆ

    6 ดีใจ(เวอร์)เกินไปแล้ว..เจ้าแมวง่องแง่ง...
    (เดี๋ยวกลับไปส่องกระจกก่อนว่ามันเหมือนเค้าหรือเปล่า แหะๆ เริ่มตะงิดๆแล้วงัย อีหนูแจง)

    ที่นี้ก็เปิดหลายๆตอน จนไปเจออันนี้
    ตายๆๆๆๆๆๆๆๆๆ    เพิ่งรู้ว่า "ชิ" เป็นแมวตัวเมีย

    ให้ตายเหอะ อุส่าหลงดีใจว่าเป็นตัวผู้
    ยังนี้ เสือสองตัวก็อยู่ในถ้ำเดียวกันไม่ได้ดิ...หึหึ 

    9 
    ก็เหมือจจะจบ คือ แมวก็น่ารัก เสียงภาคญี่ปุ่น อ้า ก็น่ารักนะ คุณพ่อยูเฮก็น่ารัก ต๊องๆดี
    ช่วงเวลาเรียน คือ เวลาที่แม่งมีวันพักสบายสุดๆแล้วอ่ะ เก็บเกี่ยวแต่พองามก็โอเคนะ

    แล้วที่นี้สิ่งที่สำคัญ คือ เวลา และมากกว่านั้นคือ  การจัดการให้ตัวเองมีเวลา
     
    ขอให้มีเวลาให้แก่กันมากๆดีกว่าที่เราจะมาใส่ใจกับการจากไปของเขาทีหลัง
    ทั้งที่ตอนมีชีวิตที่ใกล้ๆกัน เราไม่เคยสนใจสิ่งเล็กๆน้อยที่ถูกมองข้ามไปเลย
    หรือก่อนที่เราจะ(ยอมรับว่า)โสดสนิท เราควรจัดสรรเวลาให้ดีๆ
    อย่าไปเสียใจอะไรเยอะแยะ เพราะเปลื้องเวลาคนที่รอคิวต่อ  

    ให้ตายเถอะ ตอนนี้ว่างแล้ว มารับใบสมัคร กรอกชื่อ เบอร์ เงินเดือนขั้นต่ำ วุฒิการศึกษาได้เลย
    ที่เหลือคือสมรภูมิการทดสอบของพ่อตา ใครผ่านได้ไปเจอด่านสินสอด ปั๊งเงียวๆ~
     

    โดยส่วนตัวไม่ใช่คนดีโครตมาจากสวรรค์ชั้นไหน  ที่จะรอ ชอบ ลุ่มหลง ไปเรื่อยๆ
    ก็แค่ให้รู้ว่าที่ตรงนั้นไม่มีใครแทนที่ แล้วทำไมต้องไปประกาศตัวว่าคนอื่นไม่มีสิทธิ์เข้ามา
    หรือต้องบอกคนที่เข้ามาใหม่ว่าที่นี้มีคนจองไปแล้วชั่วชีวิตนะ  มันไม่จำเป็น

    ก็เพียงเธอไม่ใช่คนแรกในชีวิต แต่แน่แท้ หากว่าเราใช่ เธอคือคนสุดท้ายที่ชีวิตจะมีให้ได้

    โห้ๆ เลียนจริงๆ  ขอให้แม่งทำได้จริงอย่างที่มันเขียนเถอะ สาธุ~ (เปรี้ยงๆๆ  ฝ่าได้ใจจริงๆ)

    ถ้ารักไม่ครบร้อย อย่าคิดที่จะกลัว ถ้ารักที่จะรั่ว ขอให้หยุดคนที่ร้อย ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ


    ป.ล.1 ช่วงนี้ไม่ค่อยว่าง  เอ็มเอสเอ็นก็ลบโปรแกรมออกจากเครื่องทั้งตัวเก่าตัวใหม่
           มีอะไรก็โทรเข้ามา เบอร์19(ตัวที่เหลือไปตามเอากับน้องเจต12 น้องมิมุ12 น้องหม่ำ12)
           จะสะดวกรับ

    ป.ล.2  เพื่อนโด่ง ก็ เราไม่ได้เล่นhi5 แล้วว่ะ เดี๋ยวจะรอตอบในfacebook กับอีเมล์
            รู้ว่าเพื่อนน่าจะแอบเข้ามาอ่าน แกช่วยส่งที่อยู่ที่แคนาดามาให้ด้วย จะได้ส่งหนังสือไปให้
            ไม่เครียดแต่ให้ส่งที่อยู่มา ไม่งันกูจะงอนตามระเบียบการ กฎที่2 มาตราที่ 5 วรรค(เป็น)เวร

    ป.ล.3  ก็เรื่องคอมเม้น เม้นไปเถอะ ไม่ได้ว่าอะไร ไม่ใช่ประเพณี
                 แต่มันไม่มีค่อยมีคนอ่านแล้วจะแสดงความคิดเห็นอะไรนิ
               เพราะเห็นว่ามันเป็นบทความปิด มั้ง หรือ อีหนูแจงเป็นคนปิดกั้น ไม่จริงๆ ไปอ่านบทความนี้ซ้ำไป วู้~

    ป.ล.3.5 ดูหนังเรื่องหนึ่ง มีอาซาโน่เล่น (ที่เล่นรักน้อยนิด/เวฟๆไรสักอย่าง)
                อืม เซอร์ไวเวอร์ สไตล์ 5+รึเปล่า  ทำไมพี่แกรับเล่นแต่บทที่สื่อสารยากจังว่ะ
               บทพูดน้อย พี่อาซาโน่ขาพูดเยอะๆได้ม่ะ พลีสๆ แต่นี้มันต้องไปบีบคั่นคนเขียนบทจะดีกว่าไหม...เห้อ

    ป.ล.4  ขอให้คนแอบอ่าน ที่ไปแอบๆทำอะไร เมื่อได้มาคอมเม้นบทความนี้
               ขอให้สิ่งที่แอบคิด แอบทำ บังเกิดผลไปในทางที่ดี
               ที่ไปแอบชอบใครก็ให้สมหวัง กลายเป็นคนที่ใช่ ก็กัน....โฮ่ๆ

    July 24

    อยากเล่าความฝันให้ฟัง

    นานมาแล้วเหมือนกันที่ตัวเองเป็นคนไร้ฝัน เป็นมาหลายเดือนแล้วล่ะ ที่กลายเป็นคนไร้ฝัน
    ข่มตาหลับ ก็จะหลับลึกไม่ฝันอะไรเลยแม้แต่น้อย หรือยามที่เราตื่นเรากลับไม่มีความฝันหลงเหลืออยู่

    มันก็ดีหรอก ที่เราไม่ได้อาศัยความฝันเป็นเกราะกำบังจิตใจเราเหมือนก่อน
    แต่มันก็ไม่ดีเหมือนกันนะ ที่พอเรารู้สึกตัว มันรู้สึกวูบไปชั่วขณะ 

    ความฝันนั้นเหมือนเป็นยาคู่กับสิ่งมีชีวิต
    เป็นทั้งยารักษาโรค และ ยาพิษดีๆนี้เอง

    หากว่าเราได้ล่องไปกับความฝัน เราจะได้เติมเต็มส่วนที่ขาด หรือยังน้อยก็ได้ฝันถึง
    ทั้งความรู้สึกดีๆที่เป็นจริงไม่ได้ การได้พบเจอคนที่ลาจากโลกนี้
    หรือการกลับมาในวัยเด็กเพื่อบอกรักเขาไปเสียที

    นี้แหล่ะโลกที่ความฝันสร้างให้เราได้

    แล้วลองกลับด้านของความสุขมาเป็นความทุกข์ดู
    ความฝันก็ทำให้เรารู้สึกกลัวกับความจริง
    มันอาจทำให้เราไปเจอสิ่งที่ไม่อยากพบอยากเจอ แต่ก็ไปเจอในความฝัน
    เป็นเหมือนลางบอกเหตุ หรือเจอความจริงที่เราไม่อยากเผชิญ

    แหะๆ แต่เมื่อคืนฝันนี้หลากหลายอารมณ์ดีอ่ะนะ
    แบบว่าฝันว่า มีคนเขาขอให้ไปช่วยกลุ่มโรงเรียนอื่นแสดงละครเวที
    แล้วพอเราขึ้นไปช่วยบนเวที  ตรงข้ามเวทีเรา มองออกไปแล้วเป็นภาพขาวดำ
    แต่มองไม่ออกว่าเป็นอะไร

    พอเข้าบทที่เราต้องแสดง เรากลับโดนแกล้ง โดนเอาตะปูตอกที่ผ้าที่เราใส่ ไม่ให้เราขยับ
    มีคนสองคนตอกตะปูรอบๆผ้าที่เราใส่อยู่ แล้วแบบเราจะขยับ หรือจะวิ่งไปไหนไม่ได้
    พวกนั้นก็ตอกตะปูไปเรื่อยๆ จนจบบทของเรา เหมือนจะโดนแกล้งต่อ
    ทำให้เราถึงกับร้องไห้ ออกแนวหนูแก้ไม่ได้อ่ะ ร้องไห้ก่อนได้ไหม
    มันเป็นอะไรที่น่ากลัวมากเลยนะ แล้วที่นี้พิธีกรเขาก็ตัดบทละคร เข้ามาสัมภาษณ์เราเป็นใคร
    ใช่ ศิษย์เก่าที่นี้รึเปล่า รุ่นอะไร แล้วเราก็บอกไป

    จู่ๆ ก็เห็นตาลุง มากับเพื่อนอีก 2คน ในชุดนักศึกษา เดินผ่านเวทีมา
    เราก็ทำท่าชู2นิ้วให้ เขาก็ทำกลับ แบบว่าทักทายกัน จริงๆก็มองไม่ชัดเหมือนไม่ได้ใส่แว่น
    แต่ท่าทางแบบนี้ ลักษณะแบบนี้ มั่นใจเลยว่าเป็นตาลุงชัวร์ๆ
    ที่นี้ตาลุงก็ขึ้นมาช่วยเราออกจากพิธีกร แต่เหมือนจะโดนแกล้งก่อน
    คือตาลุงพากระโดดลงเวที แกลงไปก่อนให้เรากระโดดตามแต่แบบว่ามันสูงจัด
    โดดไม่ได้ ไม่กล้าโดด ตาลุงเลยกระชากมือลงมา พอลงมาตาลุงแกก็รับไว้

    แต่แบบรับแบบลามกของแกไป
    แกบอก เต็มๆเลย
    เราเลยบอก เต็มๆมืออะดิ.... แล้วที่นี้ก็เดินจูงมือไปไหนไม่รู้
    แล้วก็ตื่น...

    คิดว่าฝันแบบนี้ ในตอนนี้ มันอบอุ่นดีนะ แต่มันก็แค่ความฝัน
    ต้องอย่าลืมความจริงที่เราเผชิญ แล้วฝ่าฟันมันไปให้ได้
    ไม่งันเราจะไม่ยอมรับรู้อะไรเกี่ยวกับความจริงที่เราเป็นอยู่
    ที่นี้ความฝันดีๆอาจเป็นยาพิษอย่างไม่รู้ตัวก็เป็นได้

    July 23

    ลงสีการ์ตูน/ยิ้มทั้ง.../แก้พาสเวิดได้แหล่ะ

       ทฤษฎีสีชมพู -
    เพลงทฤษฎีสีชมพู
    นักร้อง ดวงตราไปสณียกร
    (สแตมป์...)

    เป็นการ์ตูนที่วาดทิ้งไว้ในคอมตั้งนานแล้วเหมือนกัน แต่ก็ไม่สบโอกาสได้ลงสีสักที
    จนมาวันนี้ บรรยากาศเป็นใจ ทำงานนี้เสร็จลุล่วงดั่งใจหมาย  ไม่มีท้อ ไม่มีเหนื่อยเลยทีเดียว

    แปลกเนอะ
    เวลามีความสุขดันทำงานไม่ค่อยได้เรื่อง แต่พอมาเจออารมณ์แบบนี้ ดันผ่านฉลุย
    ...
    ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน
    ...

    อาจจะเกี่ยวกับภาพนี้ด้วยล่ะมั้ง (เพลงอาจจะไม่เข้า แต่ก็ชมพูชมพู้เหมือนกันนะ...ยิ้ม~)
    นั่งฟังเพลงนี้ทำงานไปเรื่อยๆ จนเสร็จประมาณ 4 ทุ่ม
    เป็นงานชิ้นแรกในชีวิตที่วาดการ์ตูนและลงสีได้เสร็จ

    โว้!!! ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยว่าหนูืทำสำเร็จแล้วค่ะ
    เย้!!! ดีใจจังเลย แค่นี้ก็ยิ้มได้แหล่ะ
    ถึงจะแบบฉีกยิ้มกว้างๆไม่ไหวก็ตาม แต่ยิ้มได้ก็ดีแล้วนิ
    เห้อ ได้ถอนหายใจยาวๆสักที ดูมีความสุขขึ้นเยอะ

    ใครที่มีคนที่เรารักไปต่างประเทศ อย่าเศร้าน้า มันไม่ดีหรอกถ้าเราจะไปเศร้าต่อหน้าเขา
    สิ่งที่เราทำได้คือ ทำให้เขาหายห่วง และมั่นใจกับคำเชื่อมั่นของเราที่มีต่อเขา
    (แม้จะมีวอกแวกแต่ก็อย่าหวั่นไหว อะไรประมาณนี้นะ ฮ่าๆๆๆๆ)

    แต่ถ้าเขาไปกับคนที่เขารักแต่ไม่รักเขา
    ก็อวยพรให้คนที่เขารักนั้น เปลี่ยนใจมารักเขาดีกว่าเนอะ ให้คนทั้งคู่รักกันๆๆ
    เราจะได้เห็นคนที่เรารักมีความสุข แหะๆ คิดว่ามันก็ดีนะ
    แม้ว่าเราจะทุกข์แต่เราเห็นคนที่เรารักยิ้มได้ มันไม่น่าดีใจกว่าหรอ

    เย้!!! ไำฟติ้งๆ เย้ๆ!!!
    แหะๆ ยิ้มสู้ตาย!!!!
    หากวันนี้เราจะยิ้มทั้งน้ำตาแต่สักวันน้ำตาของเราจะระเหยไปพร้อมกับสายรุ้งที่โพล่จากสุดขอบฟ้านะค่ะ

    ปล. แก้พาสเวิดเข้าศูนยข่าวได้แล้ว เย้ๆๆๆ จริงๆได้ตั้งแต่6 โมง
    เดี๋ยวต้องเข้าไปปรับโค๊ดบ้างอย่างก่อน ยาวนานๆ...ไม่เห็นมีใครมาสมัครเลยวู้ย
    เห้อ...เดี๋ยวทำป้ายไปติด ถ้าไม่มีใครสมัครทำงัยว่ะ อีหนูแจง วู้~

    ... บก.ก็คน มีเกิดแก่เจ็บตายเป็นนะ
    ไม่มีคนมาแทน เกิดตายไปแล้วใครจะเอาไปทำต่อว่ะเนี้ย ร้อนรุ่มๆ เหมือนเป็นวัยทอง ฮ่าๆ
    เอานะ ใจร่มๆ สักพักคงดีเอง เกิดมันไม่มีจริงๆ ก็คือไม่มีจริงๆนี้แหล่ะว่ะ ทำงัยได้...
    สู้ต่อไป บก.(ร่าง)ใหญ่ ยะฮู้~

    July 22

    เศร้าจังเลย แม่เจ้า~

    เมื่อวานก็ดีๆ ปกติ คุยกะคนอื่นได้สบายๆ โดยยิงมุขมาก็ลั้ลล้าๆ~

    แต่วันนี้หลังจากโทรไปบอกน้องเรื่องสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น JLPT (ฟรีเฉพาะปีนี้ด้วย)
    ของจุฬาที่จะจัดสอบวันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน 2551 ก็อยากบอกให้น้องมันไปสอบ
    ทั้งเพื่อนของน้องเองและตัวของน้องไปสอบ
    ถ้าลากน้องเราไปมันก็คงไม่ไป ถ้าไม่ได้ลากเพื่อนน้องไปสอบด้วย...เป็นงัย สมกับเป็นพี่ที่ดีโครตๆ

    เสร็จแล้วก็ไหลไปเรื่องน้องเต้ย ที่นี้แหล่ะแม่เจ้า~ วู้~

    อะไรๆก็ประดังประดาเข้ามายังกะห่าเข็มพันๆเล่ม ปักฉึก! ปักฉึก! เจ็บจี๊ด~
    จริงๆก็เป็นความผิดของคนไม่มีหัวใจเองแหล่ะที่บล็อกเมล์น้องเขาไป เพราะกลัว
    กลัวที่จะเกินเลยไปมากกว่านี้ กลัวอย่างงี่เง่า ที่นี้น้องเขาก็เลยลบเมล์ไป หลายๆอย่างที่ทำ

    เมื่อรู้ว่าไม่ ก็ต้องถอย
    ถอยโดยทำร้ายใจตัวเองเกินไป แต่ก็ดีแล้ว...

    ทั้งนี้ก็ดีใจที่ฟังๆมาว่า ครอบครัวเขาสนับสนุนกันดีเน้อ ไปด้วยกัน
    น้องเต้ยเองก็คงแบบว่ายิ้มแก้มปริ ตาตี๋ เพราะความสุข ใจน้องอีกคนก็คงหวั่นไหวแล้วมั้ง
    วู้~ โลกนี้มีความสุข  เราก็ต้องยิ้มตามความสุขนั้นไปด้วย เราจะได้ไม่ขวางโลก

    หรือแนวคิดเรามันขวาง...เอานะๆ เหมือนจะไม่เครียดแต่วันนี้เป็นไข้ ไม่รู้จะไปสอบได้หรือเปล่า
    จะอ่านหนังสือก็ปวดตึ้บๆ จะนอนก็ยังนอนไม่ได้ ปวดหัว ปวดท้อง จะอาเจียน เลยลงมาเขียนสเปซ
    ดูดิ เป็นคนผิดคำสัญญากับตัวเองว่าจะเลิกเขียนหลังจากวันเกิด จะเลิกทุกๆอย่างเพื่อเริ่มต้น
    แต่ที่นี้ก็ทำไม่ได้ น่าสมเพชจริงๆ อาจจะเพราะชีวิตในปัจจุบัน เราจำเป็นต้องพึงพาสิ่งพวกนี้ใช่หรือเปล่า

    หากแต่เราลองคิดดูในสมัยก่อน ทำไมเขาอกหักแล้วจึงอยู่ได้ เขามีความเศร้าทำไมยังไม่ฆ่าตัวตาย
    (หรืออาจจะฆ่าแต่ก็ไม่มีหนังสือพิมพ์ให้ประจานว่าใครฆ่าตัวตาย) เราก็เพียงแต่ยืนมองอดีต
    แล้วเทียบกับปัจจุบันนั้นไป หากแต่ไม่ได้หยิบสิ่งที่คล้ายกันขึนมาดู

    นั้นคือ...
    เวลา สติ ปัญญา ประสบการณ์  ที่จะทำให้เราปลงเรื่องพวกนี้ได้ มีหลายองค์ประกอบ
    หากตอนนี้เรามี 4 สิ่งนี้อยู่ในตัวเรา บ้างทีอาจจะดีกว่านี้  ไม่แน่อาจจะไม่รู้สึกอะไรด้วยซ้ำ

    แน่ละ คนเราไม่มีใครไม่เคยทุกข์
    แต่ก็อีกเช่นกัน ว่าคนเรานั้นไม่มีใครไม่เคยมีความสุข
    หากแต่ว่า มันรู้สึกเบาหรือหนักอยู่ในอกของเรามากกว่ากับสิ่งที่เราบรรทัดทานขึ้นในใจ

    บรรทัดทานใจเราให้เที่ยง ไม่ไปสุขมาก ไม่ไปทุกข์มากดีกว่าไหม
    เห็นสิ่งใดเกิด ก็รู้ว่าสิ่งนั้นเกิด  เห็นสิ่งใดดับสลายไป ก็เห็นสิ่งนั้นดับตามอายุขัย

     

    จริงๆก็ไม่ใช่เครียดเรื่องน้องเขาคนเดียว เครียดเรื่องลืมพาสเวิดเว็บศูนย์ข่าวด้วยเช่นกัน
    พอจะเข้าไปเอาพาสเวิดในเมล์อ้างอิง เมล์นั้นก็ถูกบล็อกการใช้งาน 24 ชม.
    อะไรจะไปแย่ขนาดนี้ พลาดแท้ๆ อีหนูแจงกระล่งป๊ง สมองหนูนี้มั่วได้ใจจริงๆ
    เมื่อวานก็ไปจำชื่อคนอื่นมั่วซะ แหะๆ อายไหมๆ แหะๆ
    เห้อ เอางัยดีชีวิต เอาเป็นว่า รอดูพรุ่งนี้ 1 ทุ่มครึ่ง ถ้ายังไม่ได้พาสเวิดมา ศูนย์ข่าวคง...
    แหะๆ หายเครียดแหล่ะ แต่คงอ่านหนังสือไม่ไหว ปวดหัวๆ

    ...แต่ไม่อ่านก็ไปปวดหัวในห้องสอบ เห้อๆ โครตจะเวรของอีหนูแจงจริงๆเลย
    แหะๆ แต่แจงต้องผ่านมันไปให้ได้ คอยดูดิ

    * ปี 52 ฉันจะกลับมาในฐานะนิสิตที่มีเกรียติคนหนึ่ง ว่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า

    July 09

    เมื่อหนูโต...ไม่มีหัวใจ

    เมื่อหนูยังเล็ก หนูบอกตัวเองเสมอ ว่าหนูรักพ่อแม่เท่าท้องฟ้า  
    เมื่อหนูพูดออกไป หนูเห็นรอยยิ้มของพ่อแม่ดูชื่นใจและดีใจ โดยที่ไม่รู้จะอธิบายอะไรเพิ่ม


    เมื่อหนูโตขึ้นมาอีกนิด  หนูมีเพื่อนอีกคน  หนูถามว่าเขารักใคร
    เขาตอบว่ารักเพื่อนอีกคน หนูก็ยินดีเป็นเพื่อนที่ดีกับเขา เพราะเราก็หัวอกเดียวกัน
    ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่เราจะมีความรู้สึกบางอย่างกับคนที่เขาไม่ได้รักเรา

    หนูว่ามันก็ฮ่าๆ ดี ในช่วงอายุเท่านั้น แต่ทุกอย่างก็เริ่มมีอะไรเคลือบคลางแคลงใจหนูอยู่
    เพื่อนของหนู มีอะไรบ้างอย่างที่เป็นอะไรแอบแฝง หนูถามเขา แล้วก็ไม่เคยได้คำตอบกลับมาเลย
    เขาทำอำอึง แล้วทำให้หนูรู้สึกแปลกๆ แต่หนูไม่คิดอะไร เพราะเราก็เป็นเพื่อนกันมิใช่หรือ

    จนวันหนึ่งหนูรู้ว่าเขาจะไป หนูอยากกอดเขาไว้ อยากจะอยู่ใกล้ๆกันเหมือนวันเก่าๆ
    แต่แน่ล่ะ หนูมันตัวร้าย ปากไม่ตรงกะใจ เป็นคนใจดำ ปล่อยให้เหตุผลอยู่เหนือทุกสิ่ง

    ซึ่งนั้นก็ทำให้หนู รู้สึกสายไปเสียแล้ว สำหรับเรา
    และเขาก็เป็นเพียงคนๆเดียวในชีวิต ที่ไม่มีใครที่จะทำให้หนูรู้สึกแบบนี้อีก

    เมื่อหนูย่างเข้าช่วงอายุที่ควรสนุกสนาน หนูกับติดอยู่ในวังวนของความเศร้า
    คนหนึ่งๆกลายเป็นคนสำคัญ หนูเกิดความหึง แล้วก็เอาแต่ร้องไห้
    สุดท้าย หัวใจของหนูก็เป็นสีเทา เหมือนเนื้อที่ตายไปแล้ว มันเป็นสิ่งตายไปแล้วจริงๆ

    หนูเคยทดสอบตัวเองด้วยการไปสวนสนุก เพราะ "สวนสนุกมีแต่ความสุข" ว่ามันจริงไหม
    หนูเลยเอาเงินเก็บไปแลกตั๋วรวมเครื่องเล่น พร้อมกับทำการทดลองครั้งนี้อย่างเงียบๆ

    บางคนก็แค่แกล้งทำตัวสนุกๆ
    บางคนพูดอย่างมีความสุข
    บางคนก็ไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นหน้าที่ของเขาที่จำยอมต้อง "ฉีกยิ้ม"
    บางคนก็เศร้า...น่าแปลกเสียจริง


    สำหรับผลการทดลองนี้ มันทำให้หนูรู้ว่า "สวนสนุกไม่ได้มีแต่ความสุขเสมอ" และทำให้รู้ว่า
    "หนูไม่จำเป็นต้องเชื่อในสิ่งที่คนอื่นพูด แต่ให้สมองและใจ สื่อถึงกัน" หนูคิดว่าอย่างนั้น

    แต่อีกผลการทดลองที่หนูได้ลองพร้อมการทดลองข้างต้นคือ

    หัวใจของหนูเป็นสีเทาจริงๆหรือไม่?

    ตั้งสมมติฐาน ถ้าใจหนูเป็นสีเทา หนูก็คงไม่รู้สึกอะไรกับสิ่งต่างๆรอบตัว
    ทดสอบด้วยความเจ็บ   หนูก็ไม่เจ็บ
    ทดสอบด้วยความเศร้า   หนูก็ไม่เห็นจะเศร้ามากไปกว่านี้
    ทดสอบด้วยความกลัว    หนูไม่กลัวผู้คนบนโลก
    ทดสอบด้วยความตื่นเต้น   ขนาดนั่งรถไฟเหาะ เฮริเคน ถังปั่นๆ หนูยังไม่รู้จะทำสีหน้ายังงัย

    หัวใจหนูเป็นสีเทาจนสิ้นเชิง
    หนูยิ้มอยู่ในใจ  ถ้าเราเป็นหัวใจสีเทา มีสิทธิ์ไหมที่เราจะไม่มีหัวใจอีกต่อไป ในรูปของนามธรรม
    หนูพลันคิดอย่างตื่นเต้น   การทดลองของหนูเกิดขึ้นช้าๆโดยที่ตัวเองก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นไปได้
    แต่หนูก็มั่นใจกับการทดลองครั้งนี้ ที่มีผลชี้ชะตาต่อตัวหนูเอง

    ระยะเวลา คูณ ความเจ็บ และประสบการณ์  กลายเป็นแผลที่คว้านซ้ำๆที่เดิม
    เหมือนที่ผู้ป่วยเบาหวานเป็นแผลเรื้อรัง จำเป็นต้องคว้านเพื่อเอาเนื้อที่ตายออกไป
    ปล่อยกันการล่ามของเชื้อโรคก็ดี เซลล์ก็ดี เพืื่ื่อรักษาชีวิตของผู้ป่วย
    แผลแค่นั้นไม่ทำให้เราต้องตายเพียงแต่ทรมาน
    แต่สุดท้ายเราก็จะไม่รู้สึกเจ็บอีก เพราะว่าเราไม่รู้สึกเจ็บมากกว่าไปกว่านี้อีกแล้ว

    เพราะตอนนี้  คนๆนี้ไม่มีหัวใจ 
    มีแต่เพียงซากขั้วลิ้นหัวใจที่รุงริงและยับเยิน

    มันก็เหมือนตอนที่หนูสนใจ ชอบ รัก แล้วก็เลิก ในหลายๆรอบที่พยายามทำตัวเองให้มีหัวใจขึ้นมา
    มันก็ง่ายที่จะสร้าง มันก็แค่หัวใจโคลนนิ่ง จากสเต็มเซลล์ในไขสันหลัง ที่มาจากการทดลอง

    ไม่เหมือนหัวใจดวงแรกที่หนูเคยมี และคงไม่มีใครกล้าเอาหัวใจให้หนู
    เพราะหนูไม่ดีพอ ไม่สวยพอ ไม่น่ารักพอ ไม่เหมาะสมพอจะเป็น "คนๆนั้น" ของใคร

    หนูยิ้ม
    "บางคนบอก ว่าอายุเท่านี้มาอะไรกับเรื่องพรรณนี้"
    แต่หนูจะบอกว่า
    "ใครจะรู้ ว่าพรุ่งนี้เราต้องตาย" และ "แล้วรู้ได้งัยว่าเราจะมีชาติหน้า" จริงไหม


    เคดิต....