ไดอารี่คนเชยๆ's profileเปลี่ยนไปเรื่อย [999 รอ...PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    August 31

    [025]ไม่อยากอยู่

    คิดตอนเดินกลับบ้าน ว่า ไม่อยากอยู่บ้านว่ะ
    ถ้ามีคนรู้จักคงบอกให้แม่งมารับเราไปอยู่ด้วยสักคืน
    อยากชวนให้แม่งมารับไปเที่ยวสักคืน ขับรถตากลมทั้งคืน ตื่นมาค่อยไปเรียน

    มาเจอชื่อเอ็มไอ้น้องรัก ยิ่งคิดไปกันใหญ่
    เฮ้ยพวกเมิง  .. กุบ๊ายบายวะแม่ง...น้องกูจะไปไหนเนี้ย
    แม่งก็ตอบมาว่าไม่ได้ไปเยอร์มัน แต่จะตัดขาดโลกภายนอก

    เฮ้ยพวกเมิง  .. กุบ๊ายบายวะแม่ง...(ไหลไปตามกระแส )
    ไปตามน้องบ้าง เห้อๆ

    ปวดตับ

    August 30

    [024]ไปโรงเรียน น้องไปเตรียมละคร

    ก็พานุ่นมันไปโรงเรียน พ่อแม่ไม่กล้าปล่อยให้มันไปคนเดียว
    เพราะว่ามันแรดเกินมนุษย์มานาที่เด็กหญิงอายุ 14 ที่ควรจะเป็น

    (เห็นน้องกูสูงมาก อายุแค่ 14 จริงๆนะ ปีหน้าจะได้ทำบัตร คงจะสูงเท่าตึกใบหยกมั้ง)

    อารมณ์ตอนเช้าที่รู้ว่าต้องไปกับมัน...เห้อ มาปลุกตั้งแต่เช้าเลยนะน้อง
    ให้ท่านพี่ได้หลับคาโต๊ะคอมได้นานกว่านี้หน่อยได้ไหม เมื่อคืนคอมมันช้าจนทำงานไม่ได้
    เห้อ พอ ป้าบอกว่าพ่อโทรมาให้ตืนไปกับน้อง ก็นะ ลุกมาดูโต๊ะคอม เขียนบทความที่ค้าง
    ใส่รูปใส่อะไรให้เรียบร้อยแล้วกดsubmit กว่าจะได้ออกไป ดูไอ้เรื่องนี้จบอ่ะ พาวเวอร์เกริล แซด!

    เพิ่งรู้ว่าสังทองนี้เพิ่มตอนใหม่ด้วย
    ขายดีจริงๆ พระเอกหล่อโครต ชอบคนโครงหน้าไทย มีจีนนิดๆ  ชอบนะ
    ไม่ชอบฝรั่ง หรือจีนแท้ ญีปุ่นแท้นี้ก็ไม่ชอบ ชอบลูกครึ่งผสมๆ จะได้สายพันธุ์ที่ดีที่สุด
    (แกกำลังคัดพ่อพันธุ์มาผสมเทียม...รึงัยฟร่ะ!)

    ชีวิตยังไม่หลุดพ้นอาตี๋...ช่างมันเห้อ

    ถึงโรงเรียน เข้าห้อง มีน้องEP เข้ามาทัก โอ้เย่ แล้วก็เดินออกไป
    สักพักทำงาน เดินออกไปเติมตังค์ที่ร้านหนังสือ โทรตามน้องมาทำงาน
    เจตไม่ว่าง  ป่วย...โรคเจริญเติมโตไม่ทัน เกิดการฉีกขาด...ไม่ใช่แหล่ะ น้องเค้าทำบุญบ้าน
    ที่เหลือเจตบอกว่าคงจะเข้าวันอาทิตย์กันส่วนใหญ่...พี่จะรอดูครับ เห้อๆ วันอาทิตย์ให้แน่ๆ

    โทรไปถามไอ้เหลิม    แม่งเสียตังค์เปล่าจริงๆ ไม่น่าคบค้าสมาคมกับมันเล้ย...ช่างแม่ง

    โทรไปถามแบงค์    ไม่รับ   ช่างแม่งกำลังสอง

    กินข้าวร้านป้าติ่มเสร็จ เดินเข้าโรงเรียน
    เด็กแม่งมอง แซวขากู ขำกันคิกคัก ขากูใหญ่หนักพ่องมึงเปล่าน้อง
    แต่ไม่ได้ใส่แว่น ก็ปล่อยมันไป   เน้นว่า คนมันเยอะกว่า เราตัวคนเดียว

    เด็กนี้แม่งก็ม.ต้นแต่เราใส่เสื้อนอก ถอดแว่น คนจำไม่ได้ว่ากูอยู่ม.6 อืม...
    ขนาดตอนเดินออกมาน้องในชุมนุมยังจำไม่ค่อยได้เลยว่าเป็นพี่แจง

    อืม ทำงานไปเรื่อยๆ จู่ๆน้องนัทซากูระงิก็เข้ามา ก็นะ มาซ้อมบาส วันจันทร์แข่ง สู้ๆ
    แล้วก็มานั่งทำการบ้าน ทำงาน แล้วก็หลับ...จำได้ว่าน้องต้องไปซ้อมตอนบ่ายสาย
    พอบ่ายสามปุ๊บ เราก็ปลุกน้องไปซ้อม ตอนปลุก น้องเงยหัวมาชนโต๊ะพอดี ดูอึ้นๆงงๆ
    ฮ่าๆ เห้อ น้องนัทเอ๊ย เห้อๆ  ก็ออกไปได้สักพัก หันมาดูโคดตัวเองที่ทำ

    มองแล้วเฮ้ย พลาดว่ะ แปะแก้ๆ เกือบหมด ที่นี้ทากาวเยอะไป
    กว่ากาวจะแห้งเลยไปนั่งซ้อมห่วง ได้เพลตหนึ่ง ตอนซ้อมก็นึกออกว่าเมื่อวานฝันว่าอะไร

    ก็ฝันว่าเพลตที่ตัวเองซ้อมเสร็จแล้ว จู่ๆเส้นเอ็นที่ขึงมันขาดเด้งออกมาตั้ง3เส้น
    แล้วแบบทำไรไม่ถูก ฮ่าๆ (งวดนี้คงออกตอง 3 ง่ะ  ฮ่าๆ)  เลยคิดว่าเออ
    น่าจะลองดึงๆเส้นเอ็น   อ่อ ปลอดภัย ตรึงใช้ได้ ฮ่าๆ ไม่พลาดๆ ไม่ขาดแน่ๆ

    ก็ทำไปจนเสร็จ หันกลับมา กาวยังไม่แห้ง มานั่งเรียงกระดาษสีในลังพลาสติก
    เรียงแล้วหน้ามืดมากมาย   เดอร์โบโอเค ยังบ่นๆเลยว่า มึนเวลาจัดเรียงกระดาษสีใหม่
    เขาทำ เขาก็มึนเหมือนกัน แต่แบบว่าคิดนะ ว่าปีนี้หมดแน่ๆ ไม่เหลือให้ปีต่อไปมี

    เห้อ   คิดต่อๆ ถ้าไม่มีแล้วไปขอ จะได้ทำต่อไหม
    เห้อ   คิดต่อๆ  ถ้าไม่ได้ แล้วเขาบอกเศรษฐกิจงี้ บอกไม่ได้ๆ พอเพียงๆ ไม่ให้งบ
    เห้อ   คิดต่อๆ  หากเราถูกถอนรากถอนโค่นไม่มีอีกต่อไป เราจะทำงัย
    เห้อ    คิดต่อๆ  รุ่นพี่จะรู้กันไหม รุ่น 1 หายไปไหน รุ่น 2ล่ะ รุ่น 3-7 จะกลับมาช่วยน้องๆไหม
    เห้อ    คิดต่อๆ  รุ่นพี่ก็ยังไม่จบปริญญาตรีกันส่วนใหญ่ ยังต้องขอเงินพ่อแม่ ยังต้องรับผิดชอบตัวเองไม่รอด
    เห้อ   คิดต่อๆ  ถ้าเขาเด็ดขาดจริงๆ  เราก็คงไม่รอดแน่ๆ เพราะถอนแต่ตอนนี้ รากที่ยื้อไว้มันยังน้อย
                         ใครจะทำอะไรฝ่ายบริหารได้ นี้แหล่ะแผนของเขาละมั้ง ไม่มีก็คงไม่แคร์อะไร
    เห้อ   คิดต่อๆ  แล้วที่นี้ก็คงจบสิ้น  แล้วเราอาจะขอต่อรองให้เหลือแค่ฝ่ายเทคนิค  งบที่ใช้ก็จะน้อยลง
                         ส่วนภาพที่อยากแปร ก็เอาไปทุ่มกับการซื้อเครื่องฉายแบบของม.รังสิตไปฉายบนจอขาวๆงี้
                         แปรได้หลายภาพ แปรเร็ว เป็นภาพเคลื่อนไหวได้   คงจะชอบกันมั่ง

    เห้อ    คิดแล้วปวดตับมากมาย....เพ้อเจ้อดี แต่ไม่แน่ มันก็เหมือนที่เราฝันอยากไปดวงจันทร์

    สักวันอาจจะเป็นไปได้...คิดมากไปเปล่านะ อืม ถ้าล้มลงไปแล้วก็น่าจะลุกได้แหล่ะ
    เพราะเราก็เชื่อใจเพื่อน เชื่อใจรุ่น ยังงัยก็คงไม่มีใครยอมให้เป็นแบบนั้น
    แต่ถ้างานที่เราต้องทำออกมาไม่ดีพอ เท่าที่เราควรจะก้าวได้มากกว่านี้
    ถ้าไม่มีเราเลยมันจะดีกว่าไหม...

    ความคิดแย่ๆแบบนี้อีกแหล่ะ สงสัยเจอมาจากพ่อบ่อย
    พ่อบอกว่าเราเป็นภาระของเขา เมื่อไรจะปล่อยได้สักที เบื่อ
    เสียใจที่ทำตัวเป็นภาระ ถ้าไม่มีเราเลยมันจะดีกว่าไหม

    แม่ก็คิดเหมือนกับพ่อ

    เจอคำพูดบ้างคนไปเมื่อวาน
    สะเทือนใจ สลด แล้วมาแค่ขอโทษ มันง่ายขนาดนั้นเลยหรอ
    เจตนามันส่ออยู่แล้ว คิดมานาน ถึงได้กล้าพูดแบบนั้น เข้าใจๆ

    อยากถามตัวต่อตัว ว่า "ก็ถ้าไม่มีเราเลย มันจะดีกว่าไหม"




    ปล. พรุ่งนี้เข้าโรงเรียน
    งานก็มีให้ทำ ถ้าจะทำ  นับถอยหลัง 7 วัน สอบCU- TEP
    กูไม่ทำก็ได้นะ แต่อีก 14 วัน จะปิดเทอม...

    [023] flock

    รู้สึกแย่และสะอิดสะเอียนตั้งผู้ใหญ่ในประเทศไทย กำลังทำอะไรกันอยู่ ไม่เข้าใจ

    รู้สึกสะเทือนใจอย่างแรงกับคนที่บอกว่าจะอยู่ข้างๆแต่ที่ทำอยู่มันทำให้เค้าเสียใจ
    คิดแบบนี้ได้งัย ผิดใช่ไหมที่เขารู้สึกสะเทือนใจ ทำไมไม่เคยได้รอยยิ้มและเสียงหัวเราะกลับมาบ้าง
    ทำไมต้องเสียแต่น้ำตาและความรู้สึก....พอทีเหอะ

    เสียใจกับโครงงานคณิตของน้อง  แย่กับตัวอาจารย์มากกว่า

    แย่กับครอบครัว
    เห้อ...พล่ามมากไปอีกแหล่ะ รู้สึกแย่ เป็นเหมือนเก่าก็ดีอยู่แหล่ะ
    อย่าไปสนใจ ไม่แคร์แล้ว พอที เสียใจ

    ร้องไห้ ก็คิดถึงบูม
    ยิ่งร้องไห้มาก ยิ่งทำให้คิดถึงมาก
    คนที่จะเข้าใจแล้วลูบหลังเวลาหายใจไม่ออก เวลาร้องไห้มากๆ 
    แต่ตอนนี้คิดจะทำไรไม่ถูกได้ ยังดีก็ได้แค่หนี

    ไม่ได้หวังให้บูมกลับมา ไม่มีความหวังเลย ไม่พร้อมให้กลับมา
    ไม่คิดให้กลับมาเพราะมันไม่เหมือนเดิมแล้ว ต่างคนต่างเปลี่ยน

    อย่ากลับมาเจอเค้าในสภาพนี้ดีกว่า
    อย่ามากังวลกับคนไม่มีอนาคตและสิ่งดีๆที่ใครๆต้องการ  ไม่ดีสักอย่าง


    เสียใจที่ทำให้ทุกคนผิดหวัง และ เสียใจกับตัวเค้าด้วยเช่นกัน

    August 29

    [022] คัตเตอร์จิ้มมือ

    แบบว่านั่งคุยเรื่องโค๊ดกะแบง ปิงๆ
    แล้วหันมาหยิบคัตเตอร์จะแก้โค๊ด
    ที่นี้ก็เลือนๆปุ่มใบมืด    ปุ๊บ!!!

     

    สึก!

    "โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย"
    (เสียงดังมาก)

    ก็หันมาดูว่าเกิดไรขึ้น
    ก็แบบว่าตอนเลือนใบมือ ตัวมืดมันหันเข้าอุ้มมือตัวเอง ก็เลยได้แผลมาอย่างที่เห็น
    (อันนี้เรียกว่าโง่ชัดเจน...หือ)

    เลยเอาแผลให้ปิงๆ กับ แบงดู  มันก็บอกมาว่า "ไม่เห็นจะมี"

    ก็เลย

    เค้นแผลให้เลือดออก
    (ซาดิส...ไม่ใช่ๆ เอาเลือดเสียๆออก)
    แล้วก็ร้องอีกรอบหนึ่ง

    ผู้มีอำนาจในมือ เลยเอาบองๆ(ไอ้ตัวจุกลมยาวๆ)มาตีหัว
    โอ๊ย!!!    เลยไม่กล้าแหกปากร้องต่อ
    (ยังน้อยก็เสียงดังมากอย่างมีเหตุผลน่ะ     T-T)

    ขนาดแผลก็ใหญ่โครต....ตั้ง 2 มิล


    ก็นะ   ปีก่อนทำโค๊ดจนนิ้วเป็นหนอง
    ปีนี้ทำโค๊ด ได้เสียเลือดไปตั้ง 0.00000000001 ลิตร

    T^T) ทำไมชีวิตหนูมันเศร้าอย่างนี้เนี้ย     โอ้ย!ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    (น่าจะบอกว่า ทำไมโง่ เอาคัตเตอร์จิ้มมือตัวเองได้    T-T)

    โอ้ชีวิต...แม่งจั๊ดง่าวขนานแท้

    August 28

    [021] เครียร์งาน

     

    งานเยอะดีจัง ไอ้ค้างๆเป็นดินพอกหางแมวเอ๊ย!
    ตอนนี้เหลือ ออกแบบบัตรเติมเงิน เครียร์พระพุทธ Vocal student week
    ใบงานงานบ้าน งานชีวะถึง 176 

    ที่เหลือ เสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้เอาส่ง

    ซากอ้อย!!!


    คิดถึงน้อง เป็นห่วง บ้างทีมันก็เศร้าขึ้นมานิดๆ 
    วันหนึ่งที่ไม่มี มันก็ไม่ได้แปลกไปจากวันที่ไม่ได้เจอ
    วันหนึ่งที่มันไม่ได้คิดถึง มันก็เหมือนอารมณ์ตอนทำงานหนัก คิดถึงใครไม่ได้
    วันหนึ่งที่บอกทุกคนว่าลืม อาจพูดไปเพื่อปลอบใจตัวเองว่า ลืมเถอะ
    วันหนึ่งที่รุ่นน้องมาแซวเรื่องน้องคนนั้น  มันก็ทำไรไม่ได้ นอกจากนิ่งๆ ปฎิเสธไปพลางๆ

    แต่วันหนึ่ง ก็ยังค้างเป็นตะกอนอยู่ในใจ

    ฟังเพลงนี้เศร้าอ่ะ คนในใจเธอ มันเศร้ามากอ่ะ


    ทั้งที่เมื่อวาน    อ้างอิงตั้งแต่ตอนคาบ 3 ถึงหกโมงครึ่งกว่าจะได้กลับบ้าน
    คืออยู่ห้องเชียร์ นั่งทำงาน น้องๆก็เข้ามาเยอะผิดปกติดี ฮ่าๆ (แอร์มั้ง)

    แล้วแบบทำตัว เสียงดังสาดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
    เออ...แบบว่า รั่ว   แกล้งคนนู้นที่คนนี้ที่   มีกระบองแบบไอ้จุกลมอ่ะ ตีกันมันมาก
    ไล่ตีหม่ำจากห้องเชียร์ ฝั่งประตูเหนือไปจนประตูกลางเข้าอาคารสิริธร1 หม่ำนี้ก็ลิง วิ่งไว
    ไล่ตีไม่ทัน จนถึงหน้าประตู หม่ำจะล็อกแต่เราตัวใหญ่ดันประตู ดักตีหัวหม่ำ ฮ่าๆ

    อ่อ แล้วก็กระโดดตี  แบบฟันดาบ อะโช่ๆ ใส่หัวคนอื่น................กูมีอำนาจ ฮ่าๆๆๆ
    แล้วก็เจอปิง ก็ถามเรื่องพี่บอส แต่ปิงบอกปิงไม่ได้บอก ไอ้ปูนบอก สงสัยจำผิดคน
    เจอไรอีก เจอน้องกะไอ้เหลิมถามว่าวันที่ 1 ก.ย. จะไปไหน

    - เปิดบ้าน ราชมงคล (เหลิมแม่งชวน...ปวดตับ)
    - math day ที่โรงเรียน (มีSCI DAY หมวดก็นะ เอาตาม)
      ปีก่อนๆทำโครงงานคณิคส่งวันวิทย์ ปั่นกันไม่ทันอ่ะ ต้องส่งหลังจากนั้น
      แล้วแบบ โครงงานก็น่าสนใจ แต่ส่งช้าไป ฮ่าๆๆ ช่างมันๆ
    - สมานมิตร  พาน้องๆไป (ฮ่าๆ พาไปฆ่า)
     
    ก็รู้ถึงวันเก่าๆ ทั้งในเชียร์


    วันเก่าที่ยังมีน้องอยู่ให้เราได้แอบมอง แล้ว เพ้อ
    เหมือนจะผิดสัญญา ที่น้องโทรมาบอกให้เลิก
    คงขอเวลาสักพัก...ที่จะทำอย่างที่พูดไว้ให้ได้ ไม่อยากผิดสัญญาใคร

     


    เมื่อฟ้าสีทองส่องอำไพ    ฝ่ายโค๊ดจะเป็นใหญ่บนแผ่นดิน!!!

    August 26

    [020] กูยังไม่ตาย! ย้ำอีกครั้ง! ขอย้ำอีกครั้ง!

    "กูยังไม่ตาย"

     

    ประโยคแรกในห้องเชียร์ตอนเช้า
    ปูนแม่งก็กำลังพูดเรื่องกูไปกินหมูกระทะแล้วโดนพ่อของขึ้น

    จึงเรียนผู้เกี่ยวข้องว่า

    "กูยังไม่ตาย" ขอย้ำอีกครั้ง ขอย้ำอีกครั้ง

    "กูยังไม่ตาย"

    "กูยังไม่ตาย"

           ....
    ค่าหมูทะ ก็ จ่ายปิงๆ
    ค่ารถไม่ต้องจ่าย เพราะ แบงบอกว่า "ปลอบใจที่โดนพ่อด่า"

    แม่งก็น้า จะชวนไปกินสวนปู กินหมูทะต่ออีกวัน
    เห้อๆ  ขำๆ  ต่อไปจะไม่ทำ(บ่อยๆ)แล้ว จึงจะประกาศว่า

    ปีนี้    ห้ามชวนกูไป
    สังสรรค์  แดกเมาๆ  วันเกิด(อยากจะกิน)  วันส่งลา  หมูทะ  ปาร์ตี้  กินเลี้ยง  
    เด็ดขาด!!!




    ขอเห้อ   ขอเว้นระยะ ทางการกิน เมา ทุกรูปแบบ~



    ปล. แอร์ห้องเชียร์ติดเสร็จแหล่ะ     โอ้ทำโคดไป เย็นสะใจ 

    กูลองคนแรก กูลองคนแรก   ฮ่าๆ
    ก็แบบทำแตกตื่น "นี้งัย เย็นสัด (เปิดได้ 1 นาที) เย็นว่ะ"
    ช่างแอร์ก็แอบหัวเราะว่าเด็กพวกนี้ (กูคนเดียว) แม่งบ้าได้ใจ
    ก็แบบเริ่มไล่ที่ เฮ้ย เพลต ย้ายที่ดิ ตกนี้แอร์ลง ฝ่ายโค๊ดจะทำงาน ฮ่าๆ

    แม่งชั่วจริงๆ
    (กูเองแหล่ะ...)
    ฮึ ขำๆอ่ะ แต่แบบ หม่ำแม่งแกล้งน้องตองงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
    (ก็มันมาจากเหตุการณ์เดียวกัน...แล้วน้องเหมือนจะงอน เย้ย! ฮ่าๆ แต่พอปูนคุยก็ยิ้ม)

    ก็สุดท้าย ก็กลับบ้านด้วยรถพ่อของปูน
    เหลือกู   คนเดียว   ในห้องเชียร์  
    ปูนแม่งก็เล่าเรื่องค้างไว้ว่าเจอ...แต่ไม่ใช่ผีรุ่นพี่ เห้อๆ
    แล้วก็ทิ้งกู อยู่คนเดียว....อ่า พวกมึงง่า~  นั่งทำโค๊ด เจอกระจก แบบว่า เหี้ยดี

    หลอนหน้าตัวเอง โครต!!!

    ตอนนี้ก็ปลอดภัย กำลังจะไปอ่านหนังสือ CU-TEP เบื่อว่ะ

    August 25

    [019] ปลาชุม+ชักดาบ หมูกระทะ

    ปลาชุม

     

    เสร็จ กินหมูกระทะ แบบว่าไม่ได้บอกพ่อ ถึงบอกก็คงไม่ได้ไป มีค่าเท่ากัน
    พอเลยบอก ยังงี้ต่อไป อาจบอกไปนู้นไปนี้ แต่ไปเทค ไปผับ อ่ะดินะ
    (เหมือนพ่อรู้ทัน) ไม่บอก ก็จะไปอ่า
    คนมันชั่วอ่าพ่อ.....(กระโดดเตะลงจากชั้น9   โอ้เย่!)

    ก็รู้ตัวเองว่าชั่ว  ก็มีความคิดชั่วๆ อยู่ในตัวอยู่ส่วนหนึ่ง
    ถามว่าเอาจริงๆ จะเป็นอย่างที่พูดเปล่า
    ไม่หรอก    ถ้าไม่มีคนเลี้ยง หนูไม่ไป หนูไม่ไป ฮ่าๆ...
    อันนี้ไม่รู้    แต่ไปแล้วก็คงไม่เมาอ่าน้า....

    5% ของคนที่ขาด Enzyme สลายเหล้า กินไปแล้วจะแพ้....
    งัมๆ กินมากก็เมา เอิ๊กส์ๆ  ฉะนั้นใครชวนไป ขอกินกับแกล้มให้อิ่มก่อนจะดีสุด ฮึๆ
    แล้วค่อยซดรวดเดียวจบ โอ้เย่!

    แต่ไปแบบแบ๋วๆ...งัมๆ กินรวดๆ
    หม่ำน่ารัก พัดน่ารัก เพื่อนในเชียร์น่ารักทุกคนเลย
    ปิงๆน่ารัก ออกให้ก่อน ไอ้แบงน่ารัก กลับรถแท๊กซี่มาด้วยกัน ออกค่ารถให้ก่อน
    (คิดอยู่ว่าจะชักดาบ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ)

    เขมก็กินเอาๆ กานก็กินเอาๆ  ไอ้แบงนี้ตักกินตับๆๆอยู่อีกกระทะ
    เดอะโบโอเคก็ผักชีวะจิตกะเหลิม (นั่งข้างกันด้วย) กานนี้ กุ้ง กุ้ง 2 ตัว กานกินๆๆๆ

    ปูนนี้เชี้ยสุด  ตักหมูแม่งเป็นจังหวะ   เวลาหมูไม่สุกก็พล่าม หมูสุกแม่งก็แดก
    หมู ตับ กระทะมัน ไม่ได้ที่ ก็มาซุ่ยกระทะน้องหม่ำ  ฮ่าๆขำๆ เห็นอะไรแปลกๆดี
    ได้อารมณ์ไปอีกแบบกับกินคนเดียว หรือ กินกับครอบครัว

    มีความสุขบนความทุกข์ของพ่อแม่นี้    
    เชี้ยได้ใจ แต่เอาน้า กูจะจบแหล่ะ   ตลอดเกือบ 6 ปีในมัธยม เคยเหี้ยๆรั่วๆเท่าตอนม.6ไหม
    ไม่เคยอ่ะ ม.1 เรียบร้อย สันโดษ  ม.2 ตั้งใจเรียน  ม.3 นี้โอ้ ช่วงที่แบบจุดเปลี่ยน
    ม.4 เรื่อยๆ ค่อนข้างเงียบ  ม.5 ดีนิดหนึ่งที่เข้าเชียร์  ม.6 ตอนนี้เหี้ยกำลังดี ฮ่าๆ

    แต่ถามว่ามันต้องแลกกับอะไรบ้าง แล้วยินดีที่จะแลกไหม    
    กูยอมนะ

    จากใจ


    ก็แดกกันด้วยความรู้สึกดีๆมากกว่าความอร่อย    เราจะเก็บความรู้สึกดีๆนี้ไว้
    ถึงแม้จะโดนพ่อด่า เละ แต่เอาน่า พ่อเรา คิดมากก็เจอกันไม่บ่อย ด่าแปปเดี๋ยวก็ซา

    ด่าไป ถ้ากูทำอีก ก็จบ    ตัดหางปล่อยวัด   แม่งก็คงเหมือนๆที่เป็นอยู่แหล่ะ ไม่ตายต่างจริงๆ


    ตอนแรกบอกพ่อว่าให้มารับทุ่มครึ่ง อ่าผิดนัด พ่อบ่นๆ พล่ามๆ
    ก็แบบว่าเครียดอ่า ตอนโทรมา ตอนนั้นยังกินไม่เสร็จ ยังไม่ได้กินไอติมเลยง่า

    เครียดสัส

    เครียดตั้งแต่เมื่อวานตอนดึกๆ

    เครียด...


    ตอนนี้ก็เครียด เครียดเรื่อยๆ แต่ก็ดูสีหน้าไม่เครียด

    เพื่อความสวย!!!   ห้ามเครียด...


    เออ แต่แดกหมูทะไปนี้ ลืมไปเลยว่าลดหุ่นสอบพยาบาล...เวงกำ

    เครียดสัดๆๆๆๆๆๆๆ

    ปล. ตอนแรกเดินจากโรงเรียน คลอง4 จะไปคลอง 3หลังโรงเรียนนิเองแหล่ะ
    ที่นี้เดินไป รถอาจารย์จิตตนา ดวงอาทิตย์ แม่น้องมีนตัวเป็นๆๆ  ขับรถผ่านมา
    ก็เลยขึ้นเลย  ไปส่งหนูกินหมูกระทะหน่อยเคอะ อาจารย์ ฮ่าๆ

    แล้วแบบ แบงแม่งเพิ่งโดดคาบอาจารย์มาปลาชุม ตกเบ็ด ลั่ลล้า เนี้ยน้า
    โอ้เย่  มากเลยแบงค์ มึงเสร็จแน่ๆ มึงอาจโดนเรียกป๊าปาแบบกูแน่ๆ ฮ่าๆแต่กูชิว อ่ะ   

    พ่อกูชั่วกว่านี้ ชั่วแค่กำลังพอแล้วสำหรับกู
    จริงๆ    เดี๋ยวเกมส์ก็จบแล้ว   โอ้เย่!

    August 24

    [018] ห้องยังไม่เสร็จ

    วันนี้เข้าไปดู ดูแล้วอึ้งๆ ไหนวันเสาร์ช่างจะเข้ามาติดแอร์กับครอบท่อน้ำอ่า
    แต่นี้ยังไม่เห็นอะไรเกิดขึ้นเลย ก็แอบเซ้งเล็กหน่อย คิดว่า คงไม่ได้เอาเพลทขึ้นชั้น
    ในอาทิตย์นี้แน่ๆ เพราะว่ามันเอาขึ้นไม่ได้ น้ำมันยกใส่ชั้น วุ้ย!

    ก็มีคนเข้าจริงๆก็มี น้องแจง(น้องเรอะ...คิคิ) ไอ้เจต น้องมิมุ
    น้องแจงไปคนแรกเลยน้าเค๊อะ


    แต่บอกว่าจะไปแต่ 8.00 น. มาถึงโรงเรียนจริงเอาตอน 10.00น.
    ก็ ดูสภาพห้องแล้วก็นั่งทำโค๊ด ทำไปสักพักน้องๆก็เริ่มมา ไอ้เจต มิมุก็ค่อยมา
    ทำงานกันไป น้องมันเรื่อยๆดี แต่เราทำโค๊ดเสร็จอ่า  โอ้แม่เจ้า~

    แต่เรียกเสร็จ เพราะเดี๋ยวต้องกลับมาดูอีกว่าพลาดตรงไหน
    ส่วนใหญ่คนทำโคด มันก็จะรู้ว่าภาพคืออะไร แต่คนอื่นนี้ดิ บ้างจุดมันดูไม่ออก
    เลยต้องช่วยๆกันดู ที่นี้แหล่ะ อยู่ที่ว่าจะพลาดอะไรไป อิอิ ตอนนี้เก็บไว้ในตู้ โอ้เย่
    เหลือ ให้ไอ้แบงทำต่อ...โอ้เย่  

    เหลืออะไรอีกอ่ะ  ก็โคดหน้าคน สู้ๆเค๊อะ
    โอ้เย่!

    ปล. วันนี้เจอกาน ในบีทูเอสกับพี่บอล
    กานก็ถามว่าไปไหนมา แต่ไม่ได้พูดต่อ
    แต่คิดน้า ว่าจะพูดว่า

    "ไปทำงานเชียร์มาง่า...(ไม่ดีบ้าง ตุ๊ด ตู๊ด ดูเสียง)"

    August 23

    [017] ตัดสินใจ

    ....ออก ไม่ออก ออก ไม่ออก

     

    สองเท้าที่เดิน หนึ่งหัวที่คิด หนึ่งใจที่กำลังจะตัดสินความเป็นไป

    คนเราเมื่อถึงทางแยก เรากลับพบแค่สองทาง

    ไม่เหลียวซ้าย   ไม่ก็เลี้ยวขวา

    แต่จริงๆอาจมี 3 ทาง นั้นคือ การเดินหันหลังกลับ

     

    แต่จะมีสักกี่คนที่เลือกเดินทางที่ 3 ได้ ในเมื่อก้าวมาถึงปากเหว



    ณ บัดนาว มือข้างที่มีเหรียญอยู่ในมือ ถูกหมุนพลิกๆอยู่ในง้ามนิ้ว จนเหงื่อชุ่ม

    ทำงัยดี

    ชีวิตม.6 ที่แสนจะอ่อนล้า หมดเรี่ยวแรง ความสุขของช่วงมัธยมกำลังจะโบกลา
    อนาคตที่ต้องเลือกเดินต่อไป กับเส้นทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

    อยู่ที่เราตัดสินใจ

    ออก ไม่ออก ออก ไม่ออก       อ๊ากส์!

    ดวงชะตาก็มิอาจขวางกัน จับเหรียญที่เปื้อนเหงือ
    ชูขึ้นมาที่ระดับสายตา
    ก็จะโยนมันขึ้นสู่เวหา
    แล้วตะปรบ!




    โอ้ไม่จริง!!!!!    เราต้องออกจริงๆหรือเนี้ย   ไม่เจรง!


    น้ำตาร่วงมาอย่างไม่รู้สึกตัว
    กลั่นหายใจเดินหน้าชา
    นี้คือความจริง

    การก้าวที่แสนจะเจ็บปวด ทรมาร แต่ก็ทำให้รู้สึกตัวว่านี้คือเรื่องจริง

    ออกมาแล้ว...



    "จะซื้อข้าวผัดปลาหมึก หรือ ข้าว ผัดปลาหมึก"

    "สักอย่าง     ที่เป็นตังค์มึง กูกินได้"


    ทำใจ
    ลำบากสัดๆ

    มันยากสัดอ่ะ เจ็บปวด โอ้~

    โอ้...แม่เจ้าาาาาาาาาาาาาาาาาา~

    August 22

    [016]วันหยุดที่ไม่หยุดพักหายใจ

    วันนี้เข้าโรงเรียน ไปเป็นคนที่ 4 โอ้เย่!
    เห็นน้องเจย์  เดอะโบโอเค  กับหลวงพี่ออด

    ก็เออว่ะ เพื่อนๆมาแหละ ทำงานๆย้ายๆของ เพราะวันนี้เราจะย้ายชั้นเพลตเข้าห้อง
    หลังจากที่เราโดนไล่! ไม่ใช่แหล่ะ ขอให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น ตั้งแต่วันจบปฐมนิเทศม.1

    (กูจำได้! ร้องไห้ไปกินข้าวไป! เสียน้ำตาเป็นลิตร~)

    ร่อนเร่ไม่มีห้อง ย้ายของไปอยู่ห้องแนะแนว จากนั้นก็ย้ายเพลต
    มาตั้งชั้นอยู่หน้าห้องภูมิปัญญา(ห้องเก็บใยแมงมุม เอิ๊กส์ๆ) เอาผ้ากันน้ำปูไม่ให้โดนฝน

    จนเราไปเครียร์ห้องช้อปของอาจารย์บัณฑิตเก่า จากแบบโครตรกเหี้ยๆ
    กลับมีพื้นที่ส่วนหนึ่งที่สามารถเข้าไปนั่งทำโค๊ดได้ แต่ห้องยังโดนละอองฝนสาดเข้ามา
    เวลาก่อนหน้านั้นยุง ไข้เลือดออกที่ทำให้เพื่อนและรุ่นน้องต้องเข้าโรงพยาบาล
    จากหลังห้องที่เคยมีงูเห่าเข้าห้อง แล้วหน้าภารโรงมาตีเอาตายห่ากลางห้อง
    วันเก่าๆที่เคยมีหมาเข้ามาขี้ๆเข่ๆ ยี่ๆเยี่ยวตามชอบใจ ก็ถูกเด็กเราเครียร์

    ทุกอย่างที่ผ่านมา มีเราอยู่ในเสี้ยวเล็กของความทรงจำของชุมนุมเชียร์
    เค้ามีความสุข อย่างบอกไม่ถูก ยิ้มได้ ก็เพราะความรู้สึกดีๆตรงนี้
    หัวเราะรั่วๆได้ก็เพราะความทรงจำดีๆที่ผ่านมา


    พอทำไปเรื่อยๆเพื่อนก็เริ่มมา ไอ้ปูน ปิง เข็ม กาน ปาม หม่ำ มิมุ
    เจต(เห็นว่าแม่งไปรอมิมุแถวๆหน้าบ้าน กะจะให้พ่อจอดรถรับมาโรงเรียน แต่รู้ทันว่ารอป้อหญิง ฮึๆ)
    ก็มากันเรื่อยๆ จนแบบตกใจ ม.2 ก็มาอ่า แบบว่าน้องตั้งใจมากที่จะมาซ้อมเพลต


    แต่ที่สนุกก็มีตอน
    ที่แม่งพยายามเอาเสาประตูออก ก็แม่งรุมๆกัน ฮ่าๆ ก่อนจะตอกกระเบื้องแตก
    โดยฝีมือไอ้ปูน แล้วตอนสุดท้ายแม่งไม่รู้ได้ปูนฉากจากไหน เอามาฉาบปิดรอยแตกที่แม่งทำไว้

    แล้วตอนชั้นขนเพลต ยามแม่งก็มาชี้นำอย่างมีหลักการ ฮ่าๆ
    หรือตอนที่ขนเพลตแล้วน้องม.2 ถ่ายวิดีโอการขนชั้นเพลตเข้าห้อง โอ้น้องเอ๊ย ฮ่าๆ ขำๆดี

    ตอนปิงๆแกล้งมานั่งตักแล้วก็กอด  แบงค์ก็อยู่ข้างๆ
    คิดเลยว่าแบงค์รู้สึกงัย แบงค์แม่งฉุนๆเครียดๆไปเลยง่า นึกถึงเรื่องที่แบงเคยบอกอ่า
    เขาผิดแน่ๆเลย เหมือนมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ถามว่าแบงเป็นไร แบงก็บอกไม่รู้ เลยบอกไปว่า หึงป่ะ ฮ่าๆ
    อันนี้ขำคนเดียว...บ้าแหล่ะ

    แต่แบงค์ก็ไม่หายเครียดจนกินข้าวเสร็จ แล้วแม่งก็นอนตรงกินข้าว
    จนเพื่อนแฟน เอ๊ แฟนเพื่อนมั้ง เดินเข้ามามันถึงหายเครียด 

    ตอนบ่าย น้องเขาก็ไปเชียร์มวย มนัส กันที่ห้องฝ่ายปกครอง เพราะว่ามันมีทีวี
    จนมนัสชนะด้วยแหล่ะ ก็กลับมาขนของขึ้นชั้นเพลต แต่กว่าจะเอาชั้นเข้าได้ โครตลำบาก
    ขนของไปว่างหลังห้องด้วยแหล่ะ เพราะว่าวันเสาร์ ช่างจะมาติดแอร์ให้เราแล้ว เย่ๆ
    แต่ว่าชั้นเพลตอันใหญ่เอาของขึ้นไม่ได้ ต้องรอช่างมันครอบท่อเพิ่ม
    เพราะว่าไอน้ำมันจับท่อ ทำให้น้ำไหลติ่งๆโดนชั้นเพลต รอไปก่อนเนอะ แค่อีกนิดหนึ่ง

    ที่นี้ตอนกลับ เหลือหม่ำ เจต ก็แบบสังคายาริ เหี้ย นั้นมันกำจัดยุง ฮ่าๆ สนุกดีจนออกมาคุยกันที่
    หน้าเสาธงตรงม้าหินอ่อน ก็นั่งคู่กับปิงๆ ข้างขวาเป็นเข็ม หม่ำ เจต ไล่ไปตามนี้
    สนุกดี ฮ่ารั่วโครต แต่น้องมันจะฮาไหมนี้ดิ 

    อันนี้กูไม่รู้ ฮะฮ่า

    จนพ่อมารับกลับบ้าน พ่อก็ถามว่านั้งคุยไรกัน
    (จะบอกแหล่ะว่า คุยเรื่องแฟนหนูเค๊อะพ่อเค๊ะ ที่นั่งข้างหนูนี้แหล่ะเค๊อะ..ฮาแตก ชั่วอีกด้วย โกหกพ่อ)
    ก็บอกว่าคุยเรื่องในเชียร์ คุยเรื่องรุ่นน้อง
    พ่อก็ถามต่อว่าเรื่องไร
    (หนูทำน้องมันท้องมั้งพ่อ ทำงัยอ่ะ ต่อไปหนูจะได้เป็นพ่อคนแล้ว   พ่อจะมีหลาน...เหี้ยจริงๆ ถ้าพูดงันออกไป)
    เราเลยหันไปเปิดวิทยุฟัง ฮ่าๆ ก็มันเรื่องในรุ่นนิหน่า พ่อเกี่ยวไรหร่ะ


    ยิ้มเข้าไว้ แจงสู้!

    August 21

    [015]Rest in Peace...Lee eon

    สงสัยเหมือนกันว่าทำไมรีวิวในสเปซสูงถึง 81 ต่อวัน
    ซึ่งพอดูๆแล้วมันเกี่ยวกับลีออน ก็สงสัยน้าว่าจู่ๆทำไมคนถึงสนใจลีออนมากขึ้นขนาดนี้

    เลยเข้ามาเช็ค

    แล้วก็พบข่าว


    ลี ออน ประสบอุบัติเหตุรถมอไซน์หลังจากกลับงานปาตี้ฉลองเลี้ยงละครของ KBS ตอนสุดท้าย
    ตอนแรกไม่เชื่ออ่ะ ข่าวในเว็บไทยหลอกแน่ๆ

    เลยอ่านเช็คตามเว็บข่าวเกาหลี จริงด้วยอ่า ทำไมเป็นแบบนี้
    อยากร้องไห้อ่ะ

    นึกแล้วแบบนึกถึงฮีตเล็จเจอร์
    ทำไมกัน... ตอนนี้เศร้าว่ะ ทั้งเศร้า ทั้งขำ กับชีวิตคนๆหนึ่งที่อยู่บนโลก
    บทจะจากไป ทำไมมันช่างง่ายดายเสียจริง เปรียบเสมือนเส้นด้ายที่เกี่ยวให้ขาดก็ขาดชับพลัน

    เขาจะทำโค๊ดให้ลีออน

     
    Windows Live Spaces

    ความตั้งใจเพื่อลีออน...เพื่อลีออนแต่เปิดไรไม่รู้ ดูก่อน
    เพื่อลีออน เพื่อลีออน เพื่อลีออน

    (งันต้องไปทำโค๊ดก่อนหน้านี้ให้เสร็จ สู้วุ้ย!!! เพื่อลีออน)

    [014] วันที่ฝนตก

    วันนี้กลับบ้านเย็น ฝนตก ไฟดับทั้งหมู่บ้าน ต้องวิ่งฝ่าสายฝนทั้งๆที่ไม่มีไฟสักดวงเข้าบ้าน
    ดีที่บ้านอยู่ห่างจากหน้าหมู่บ้านประมาณ200 เมตร

    น่ากลัวมากอ่ะ ร้องไห้เลย แบบว่าสะอื้นง่า แบบว่าร้องตั้งแต่ฟ้ามันฝ่าลงมา
    แล้วมันเห็นทางแวบๆ ไหนจะกลัวความมืดเพราะมองไม่เห็น มันไม่เห็นอะไรเลย
    กลัวจนแบบไม่อยากจะก้าว แต่น้องสาวเราวิ่งไปข้างหน้าแล้วเลยต้องวิ่งตาม
    ไหนจะกลัวคนมาทำมิดีมิร้าย ก็มีแต่ผู้หญิงสองคนที่ฝ่าฝนไป

    อยากร้องไห้
    อยากกอดใครสักคน
    อยากมีคนปลอบ

    ทำไมรู้สึกแบบนี้

    มันแย่มาตั้งแต่ตรงไหนกัน
    ไม่โทษใคร โทษตัวเอง

     

    พรุ่งนี้เข้าโรงเรียนไปทำโค๊ด โค๊ดแจงใกล้เสร็จแหล่ะ
    ดีใจมะ เหลือให้ไอ้แบงตัดขอบเพลตสำหรับเล่นเทคนิค แล้วไปทำอีกโคด

    เห้อ ฟู่ๆๆ

    August 20

    [013] ป่วย (อย่ามาการเมือง...จริงเดะ)

    ช่วงเช้า   ลุกไม่ขึ้น ปวดไปทั้งตัว  แต่ตอนเที่ยงคืนลุกขึ้นมาปริ้นรายงาน
    จนสักประมาณตี4 กว่ากลับไปนอน         ที่แหล่ะ

    ลุกไม่ขึ้นเลย เลยไม่ได้ไปโรงเรียน

    สักช่วง 8.00 ลุกขึ้นมากินแซนวิส
    ลงมาเปิดคอม อ้าว เครื่องปริ้นท์มีปัญหา เครียด เมื่อไรจะปริ้ทได้สักที
    นั่งๆดูเว็บได้สักพัก เปิดดูโทรศัพท์ อ้าวใครส่งข้อความมา

    "พี่จะเข้าโรงเรียน 9 โมง"
    ใคร? เห้อๆ แล้วพอที่นี้โทรไปบอกกาน บอกว่ามีพี่เขา ตอน9โมง แต่ไม่รู้ว่าพี่คนไหน
    เพราะเครื่องที่ใช้มันไม่มีเบอร์รุ่นพี่เอาไว้  ที่นี้ก็บอกให้เก็บของไว้ให้หน่อย ลืมไว้
    พอว่างสายบุป ไอ้แบงค์ โทรมาปับ "แจงๆ แจงอยู่เย็นกี่โมง"

    เอาแหล่ะ ต้องมีเรื่องแน่ๆ แต่ว่าเรื่องไรนี้ดิ

    วิกหาย
    ห้องปิดไม่สนิท
    ฝากห้องไว้กับรุ่นน้อง
    หมาเข้าเยี่ยวๆขี้ๆ
    ของกระจุยกระจาย(บอกมาอีกที)

    กูกลับตั้งแต่4โมงกว่าๆ คิดแบบเครียดมากอ่ะ เฮ้ย รู้สึกแย่ว่ะ
    พอที่นี้ว่างสายบุปก็กลับมาข้อความว่าเบอร์อะไร
    จะได้โทรไปหาแล้วบอกรุ่นพี่ถูกว่าแจงไม่ได้ไป

    ปรากฎว่า เป็นพี่จี๊ดรุ่น9 คุยกันตั้งแต่อยู่หน้าหมู่บ้านจนเข้าโรงเรียน ไปจนถึงอาคารสิริธร1
    แบบว่าเดินเข้ามา โอ้แม่เจ้า...พี่กู    ก็คุยๆ เลยรู้ว่าพี่มิ้งหัวหน้าฝ่ายโค๊ดรุ่น9ก็มาด้วย

    ไม่รู้จักง่ะ

    พี่เขาก็ไม่รู้จักเราเหมือนกัน ฮ่าๆ

    ดันมาตอนที่เราไม่มา มันน่าเศร้าชะมัดเลย ไม่ได้เจอพี่จี๊ดอีกแล้วง่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    บอกให้มาพรุ่งนี้อีกวัน ก็ติดสอบของม.ราม ยังเก็บของปี1ไม่หมด...เห้อ พี่กู....
    แถมสอบเสร็จจะกลับลพบุรีเลย แย่จัง ง่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ไม่ได้เจอกันอีกแล้ว

    ก็รู้สึกดีที่พี่เขายังเป็นห่วงอยู่  มองอีกแง่...เห้อ~

     

    ตอนบ่ายๆก็ดีขึ้น มีคนมาทักในเอ็มเอสเอ็นเยอะดี
    ปรินท์รายงานก็เสร็จ ทำงานแผ่นผับก็เสร็จ 3 งานเสร็จ เหลือทำโครงการความร่วมมือ
    (ยาวนานจริงๆเลยงานเนี้ย        แต่เงินก็ต้องใช้  ฉะนั้นก็ต้องทำเฟ้ย!!!!)

    พรุ่งนี้กลับไปเรียนได้แน่นอน ไปพรีเซ็นงานด้วย สู้เพื่อกลุ่ม สู้ๆๆๆๆ

    August 19

    [012]แต่งงานได้กับวัตถุชิ้นหนึ่ง

    ได้คำถามติงต๊องว่า
    "หากคุณเลือกแต่งงานได้กับวัตถุชิ้นหนึ่ง คุณจะเลือกอะไร และเพราะอะไร"

    มันเป็นไปได้ไหม แต่มันมีไปแล้วน้า

    Eija-Riitta Berliner-Mauer
    (ชื่อของเธอ) แต่งงานกับ
    'กำแพงเบอร์ลิน' มานาน 29 ปี (ปัจจุบันเธออายุ 54 แล้ว)
    นี่ไม่ใช่คำเปรียบเปรยเหมือนอลิซาเบธที่แต่งงานกับประเทศอังกฤษ
    แต่คุณป้า Eija-Riitta Berliner-Mauer
    คนนี้แกหลงใหลในวัตถุที่เรียกว่า 'กำแพง' อย่างจริงจัง

    'ฉันพบว่าวัตถุที่ ยาวๆ บางๆ และเป็นแนวขวางมันเซ็กซี่มากเลยค่ะ
    อย่างกำแพงเมืองจีนเนี่ย ถือว่าหนาไป สามีชั้น(กำแพงเบอร์ลิน)เซ็กซี่กว่า '

    ในปี 1979 เธอจัดงานแต่งงานเล็กๆกับกำแพงเบอร์ลิน
    ในงานแต่งงานมีแขกเหรื่อจำนวนหนึ่ง
    และเธอได้เพิ่มนามสกุลของสามีเธอเติมเข้าไปหลังชื่อเธอ
    นั่นคือนามสกุล Berliner-Mauer ที่แปลว่ากำแพงเบอร์ลินนั่นเอง
    และแน่นอนในวันที่กำแพงเบอร์ลินถูกทุบ เธอรู้สึกเศร้ามาก
    และเธอไม่เคยกลับไปเหยียบที่นั่นเพื่อดูซากปรักหักพังของสามีอีกเลย

    ในทางโลก (ทางมนุษย์) เธอยังคงเป็นเวอร์จิ้น
    เธอไม่มีเซ็กซ์กับคน และหากเป็นไปได้ เธอคงมีเซ็กซ์กับกำแพงเบอร์ลินไปแล้ว

    หลายคนวิเคราะห์ว่าเธอเป็นโรค Objectum Sexual(หลงรักวัตถุ)
    สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ส่วนตัวของเธอได้ที่ http://www.berlinermauer.se/

    จากเว็บพี่นวพร


    จะแต่งกับที่นอน
    ขอนุ่มๆ นิ่มๆ ยวบๆ แล้วแบบมีสปริงด้วย ที่นี้ขอผ้าปูสีขาว มีหมอนมีผ้าห่ม
    เพราะพอตอนนอนก็ได้มีความสุขที่ได้นอนร่วมกัน

    โอ้เย่!!!!

    [011]วันวิทย์ปี51

    ตอนแรกก็สนุก สนุกจนลืมคิด ลืมชีวิต

    แต่พอบ่ายๆ อารมณ์เราก็เปลี่ยนแบบสุดขั๋ว


    ไม่ชอบจริงๆ ผิดที่เรา ของเราหาย ผิดที่เราให้เขายืม
    ถ้าไม่ยืมก็ไม่หาย ไม่มีใครเป็นต้นเรื่องรับผิดชอบ ก็แค่ของเล็กๆน้อยๆ

    ของมันไม่มีคุณค่า อย่าไปเครียด อย่าไปสนใจมันซินะ
    ไม่มีการพยายามที่จะหา ก็แค่ของๆคนอื่น ไม่ต้องไปรับผิดชอบ

    แต่สิ่งที่เห็นคือ คุณค่าของตัวคุณนั้นแหล่ะที่ลดลงไปกับการกระทำครั้งนี้

    ...ยิ่งรู้สึก ยิ่งรับรู้ ก็มีแต่จะอารมณ์เสีย...
    ถ้างานที่เด็กใหม่ ออกมาเหลว ไม่เสร็จตามกำหนด
    ก็คงปิดๆที่รุ่นกูพอแล้ว

    เกิดที่กู จบที่กู พอกันที

    (เหี้ย กูสันดานพาลจริงๆ...แต่มันจริงไหม ลองถามกี่ที่ๆก็ได้คำตอบแบบนี้)

    จะได้ไม่เสียใจที่ไว้ใจคนอื่นทำ
    ไม่ไว้ใจ...คำๆนี้แม่งมันบาดลึกลงไปทุกๆทีที่นึกถึงมัน

    ไม่ไว้ใจว่ะ...ชัดเจนไหม


    ปล. กูเสียงหาย ตัวดำ เหนื่อย ล้า ข้าวเช้า กลางวัน ไม่ได้กินสักเม็ด
    แต่น้องที่มาเล่น   ได้ความสุข ความฮา   แล้วเราก็ได้เงิน ไปทำห้องเชียร์
    กูควรจดจำเวลาดีๆตรงนั้นไว้ แล้วไม่น่าจะไปอะไรกับเรื่องของหาย
    แต่ให้ตายเถอะ  กูเสียใจที่เจอรุ่นน้องแบบนี้

    เสียใจว่ะ แต่ขอเวลาเสียใจคนเดียว...ก็แค่คนๆเดียวที่ฟูมฟาย

    August 18

    [010]สาวน้อยตกน้ำ

    และแล้วความฝันของเราก็เป็นจริง ที่ได้เห็นเพื่อนแต่งหญิง
    (กูชั่วไปไหม...กูรอมานานมากอ่ะ)

    ไอเดียสาวน้อยตกน้ำ ไอเดียหาตังค์เข้าเชียร์ ไอเดียนี้ กูเสนอ
    แล้วความบ้าของประธานและลูกทีม(ที่แม่งเสี่ยงตายน้ำแตก เฮ้ย! ตกน้ำก็เป็นจริง)

    ตอนแรกคือจะให้แต่งแมนๆแหล่ะ แต่ใส่ชุดขาวๆ---ไอเดียอันแรก โห้ ซี๊ด
    ตอนหลังๆแม่งเริ่มลังเล แต่งหญิงไปเห้อมึง---ไม่รู้ใครเสนอ ช่างแม่ง แต่งไปเถอะ กูไม่เอี่ยว


    ซึ่งก็มีส่วนร่วมเยอะดี

    - ป้ายที่ติดตามตึก
    ได้รับความตอบรับดีมากมายอ่ะ
    ทำไมป้ายกูโด่งดังจนทุกคนต้องเข้ามาให้ความสนใจมากอ่ะ
    กิจกรรมมันก็น่าอยู่ ตัวคนร่วมก็ยิ่งโครตๆเลย
    หุๆ...ดีใจว่ะ...หุๆ


    - ธงยั่ว...(ชื่อแม่ง...ได้ใจ)
    ก็เป็นรูปยั่วๆ มีชื่องาน ส่อจริงๆเลย

    - ป้ายๆทั่วๆไป
    ก็ได้แค่วาด คนระบายก็ปูนมันนั้นแหล่ะ คิคิ

     

    พรุ่งนี้ก็คงเอาของไปแต่งหน้าให้พวกมัน น้องหมิ้วบอกให้เอาชุดไปด้วยอ่ะ
    เป็นแม่เล้าต้องสวยชิมิเค๊อะ~ โอ้เย่!!! แต่กลัวแม่งหักหลังให้ขึ้น
    ประมาณว่า เอาพี่แจงประมูล สูงสุดเท่าไร คนนั้นได้ปา....ตลกไปแหล่ะ ไม่มีใครกล้าทำหรอก
    (มีแหล่ะ มีแต่แกแหล่ะที่จะไปทำคนอื่น ฮ่าๆ)

    เอาเป็นว่า ก็รอดู
    แล้วก็รอดูงานเด็กใหม่ด้วยที่ให้ไปเขียนข่าว
    ว่าจะไปรอดเปล่า ไม่รอดก็ไม่เหลือใครอีกแล้ว คราวนี้แหล่ะ หนักที่ไอ้แจง
    ที่ให้ทำข่าววันวิทย์จะออกมาเป็นแบบไหนน้า

     

    วู้! เครียด

    August 17

    [009]สอบมาแล้ว

    วันนี้ได้ความใจดีจากพ่อน้องมิวมิ้วให้ติดรถไปลงฟิวเจอร์จากอิมแพ็ค
    พ่อน้องน่ากลัวจนอยากร้องไห้อ่ะ น่ากลัวโครตๆ (T^T)

    แอบกระซิกๆ แบบว่ากลัวง่า แค่นั่งไม่เห็นหน้าก็กลัวแล้วอ่ะ เห้ออยากร้องไห้
    แต่หนูกลับมาปลอดภัยนะเค๊อะ ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ

    ก็ไปเดินหาซื้อของ ตอนนี้แบบตั้งใจสุดฤทธิ์จะซื้อเครื่องสำอาง
    ตอนแรกตั้งใจจะซื้อ พัฟแป้งของ Oriental Princess ที่น้องเจย์แต่งหน้าให้วันนั้น
    แบบว่าแต่งแล้ว น้องโอมบอกว่า พี่แจงเด้งมั่กมาก เลยแบบ ไม่ได้การแหล่ะ ต้องซื้อมาใช้จะได้เด้งๆ
    ราคาไม่แพงอ่ะ เลยแบบ อยากได้ๆๆ แต่ก็ไปดูในเว็บแต่งหน้าของพี่ตูน แบบว่าพี่เขาใช้
    cheek jelly ของ Oriental Princess อีกเช่นกันแล้วแบบ มันชมพูสวยอ่ะ
    โทนชมพูๆ สดใสๆ เลือดฟาดๆแต่งไปเรียนก็ไม่เด่นมากน้า โอ้เริ่ดมากเค๊อะ

    กิเลสทันตาเห็น

    พอจะเดินเข้าไป ตายแหล่ะ วันนี้แต่งชุดนักเรียนมานิ แล้วหน้าตานี้ถูกระเบียบมากมาย
    จะไปซื้อวันนี้ ไม่มีคนช่วยแนะนำ ไม่ดีๆ รอนัดน้องเจย์มาช้อปด้วยดีกว่า เริ่ดค่ะเริ่ด
    เลยเบี่ยงขวาเข้าวสันที่อยู่ร้านใกล้ๆแทน ไปดูๆว่ามีอะไรลดบ้าง (เอาแหล่ะ ไม่มีลดเลย)
    แต่ไปเจอลิสกอส ตายแหล่ะ ลิสกอสสีส้มโดนน้องจิกไป เอาว่ะ ซื้อใหม่ เลยได้มาอันหนึ่ง

    ที่นี้ด้วยกิเลส เออ เราไม่มีกระเป๋าใส่คสอจริงๆจังๆเลยนิ พกไปไหนๆไม่สะดวก เอางี้หากระเป๋าใส่
    จำได้ว่า บีทูเอสมีกระเป๋สใสๆขาย เลยวิ่งๆขึ้นไปซื้อ แต่ก่อนจะไปถึง ก็แวะไปวสันอีกจุด
    (อืม คนเราอ่ะ โง่ได้ใจจริงๆ) ไปซื้อแป้ง เพราะแป้งที่ใช้มันตั้งอยู่หน้ากระจก ไม่อยากหยิบเข้าหยิบออก
    เลยไปสอยยี่ห้อเดียวกับน้องพัดมา

    วันนั้นน้องพัดทาแป้ง พัดชวนให้ลองใช้ เลยแบบ ใช้แล้วเนียนดีมากอ่า
    แต่น้องพัดใช้แบบแป้งเย็น  เห้อๆไม่ไหวอ่ะ แบบว่าเย็นแปลกไม่ชอบ เลยสอยผิวสองสีถึงสีคล่ำมา
    ที่นี้ก็ได้นี้มาอีก กระดาษซับหน้ามัน โอ้แม่เจ้า ลองดูๆ

    กว่าจะไปซื้อกระเป๋า ก็แรดอยู่แถวๆนี้อะ จริงเดินผ่านBoot จะเข้าไปแหล่ะ
    แต่ให้ตายเถอะ มันไม่เหมาะสมกับเราเลยไม่รู้จะซื้ออะไร
    หรือเดินๆก็มีพี่ๆเขามองแบบว่า น้องเค๊อะให้พี่แนะนำไหม ลองตัวนี้ดิ!
    กลัวอ่ะ แต่ก่อนไม่กล้าเดินเฉียดเครื่องสำอางอ่ะ แบบว่าทำตัวไม่ถูก ยังเด็กเกิน หุๆ

    ก็สอยกระเป๋ามาคิดนานมาก ได้กระเป๋ากับกระบอกใส่โค๊ด พอดีเอาโค๊ดไปสอบด้วย
    กะว่าสอบเสร็จเข้าโรงเรียน จะไปทำโค๊ดต่อ แต่ว่าโทรไปถามแบงว่าจะอยู่กันนานไหม
    ก็ประมาณว่าไม่ต้องมา จะกลับกันแล้ว เลยไม่ได้เข้าไป


    สอบก็แบบว่า น่าจะดีกว่าอันเก่า แต่ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด
    หนูมันโง่ อ่านไปก็ไม่ตรงที่สอบ
    เห้อ ปวดหัวเลยเนี้ย

    August 16

    [008]พรุ่งนี้สอบ+ไหว้ศาล

    คราวก่อนพ่อเหยียบ 130 จากอยุธยาไปอิมแพ็ค เร็วทันใจจริงๆ
    ตื่นเต้นๆ จะไปสอบอีกแล้ว...จะไปทันสอบไหมน้า

    วันนี้มีคนทักในเอ็มมากมายกว่าปกติเพราะเปลี่ยนเมล์
    บทสนาทนาประมาณว่า

    ? : มึงเปนคราย
    j : เออ แล้วกุเปนครายอ่ะ กุลืม 
    (ฮา)

    พรุ่งนี้ พ่อกับแม่จะไหว้ศาลด้วย ไม่รู้ว่าศาลไหน
    เขาไม่เคยคุยกับเรา ในเรื่องที่จะเกิดขึ้นกับครอบครัวเลย
    เพราะความห่างมั้งหรือเราต่างก็ทำตัวออกห่างด้วยกันทั้งนั้น เลยไม่คุยกัน
    ศาลที่ร้านหรือว่าศาลที่บ้านที่ล่มไปตอนวันพายุเข้า

    ปูนบอกว่าจะนอนโรงเรียนวันจันทร์ จะขอนอนด้วย  แต่ไม่ให้ เข้าใจแหล่ะว่าทำไม แค่ลองถามดู
    ไปแปลงเพศดีกว่า...เป็นอะไรที่แตกต่างก็จะลำบาก จำไว้แจง มันเป็นไปตามกฎของการอยู่รอด
    อย่างที่ชาล์ดาร์วินเคยตั้งเป็นทฤษฎีนั้นแหล่ะ...จะวกเข้าเรื่องวิทย์ทำซากอ้อย...ไปแปลงเพศไป๊

    จะตลกไปแหล่ะ
    ช่างเหอะ วันนี้จะไปสอบ จะเจอข้อสอบยากไหมน้า ตื่นเต้นๆ

    [007] รายงาน วอลโว

    History volvo

    clip_image002

    The Volvo Group is a Swedish supplier of commercial vehicles such as trucks, buses and construction equipment, drive systems for marine and industrial applications, aerospace components and financial services. The then auto manufacturer was founded on April 14, 1927 in the city of Gothenburg, as a spin-off from the roller ball bearing maker SKF. Volvo delisted from NASDAQ in June, 2007, but remains listed on the Stockholm exchange.[1]

    Volvo means "I roll" in Latin, conjugated from "volvere". The name Volvo was originally registered in May 1911 as a separate company within SKF AB and as a registered trademark with the intention to be used for a special series of ball bearing, but this idea was only used for a short period of time and SKF decided to use "SKF" as the trademark for all its bearing products.

    The company AB Volvo had no activities until 10 August, 1926 when the SKF Sales Manager Assar Gabrielsson and Engineer Gustav Larson, after one year of preparations involving the production of ten prototypes, set up the car-manufacturing business Volvo AB within SKF group. Volvo AB was introduced at the Stockholm stock exchange in 1935 and SKF then decided to sell its shares in the company.

    The first series produced Volvo automobile, the Volvo ÖV 4, left the factory on 14 April, 1927 which became the official date for the founding of Volvo.

    In 1999 Volvo sold its car division to Ford. Repeated reports in the media about Ford selling off its Volvo brand have been refuted by the company.[2]

    Volvo Group's history

    The Volvo Group has its origin in 1927 when the first Volvo car rolled off the production line at the factory in Göteborg.[3] Only 297 cars were built that year.[4] The first truck, the Series 1, debuted in January 1928. In 1930, Volvo sold 639 cars,[4] and the export of trucks to Europe started soon after; the cars did not become well-known outside Sweden until after World War Two.[4]

    Marine engines have been part of the Group almost as long as trucks. Pentaverken, founded in 1907, was acquired in 1935. As early as 1929, however, the U-21 outboard engine was introduced. Manufacturing continued until 1962.

    The first bus, aptly-named B1, was launched in 1934, and aircraft engines were added to the growing range of products at the beginning of the 1940s.

    On January 28th, 1999 Volvo Group sold its business area Volvo Car Corporation to Ford Motor Company for US$6.45 billion, with the resulting group since now largely set on commercial vehicles. On 2 January 2001, Renault V. I. (including Mack Trucks, but not Renault S. A.'s stake in Irisbus) was sold to Volvo, which renamed it Renault Trucks in 2002. As a result, the mother company Renault S. A. is AB Volvo's biggest shareholder, with a 20% stake, shares and voting rights.

    The last ten years the company has undergone rapid growth in the service area with, for example, financial solutions supporting the sales of the manufacturing business units. In 2007 the Volvo Group acquired the truck division Nissan Diesel of Nissan Motors, to support its expansion in the Asian region.

    Volvo Trademark

    Volvo Trademark Holding AB is equally owned by AB Volvo and Volvo Car Corporation.

    The main activity of the company is to own, maintain, protect and preserve the Volvo trademarks (including Volvo, the Volvo device marks (Grille Slash & Iron Mark) Volvo Aero and Volvo Penta) on behalf of its owners and to license these rights to its owners. The day-to-day work is focused upon maintaining the global portfolio of trademark registrations and to extend sufficiently the scope of the registered protection for the VOLVO trademarks.

    The main business is also to act against unauthorised registration and use (incl counterfeiting) of trademarks identical or similar to the VOLVO trademarks on a global basis.

    The Volvo brand

    clip_image003

    Markus Brier, winner of the 2007 Volvo China Open

    One of the innovative branding strategies for the trademark is the Volvo for life Awards, a grassroots program that honors ordinary people who do extraordinary things to improve their communities. The awards are given in three categories - Safety, Quality of life, and Environment - all of which speak to and constitute the brand's core values. The public can nominate individuals making valuable contributions to society at the program Web site, www.volvoforlifeawards.com. Additionally, the public can also make nominations for the Butterfly Award, which recognizes child heroes whose actions help to make the world a better place. After the nominations period, the American public can then vote at the Web site for finalists from top nominations, and the program’s distinguished judging panel then choose the program winners, whom Volvo honors at an annual gala awards ceremony held in New York City.

    The brand's promotional strategies include the sailing race Volvo Ocean Race[1], formerly known as the Whitbread Around the World Race. Volvo likes to encourage its affluent image by sponsoring golf tournaments all over the world including major championship events called the Volvo Masters[2] and Volvo China Open [3].

    Volvo sponsored the Volvo Ocean Race, the world's leading round-the-world yacht race for the first time in 2001 - 2002, 2005-2006. The next race will take place as of 2008-2009. Volvo has also had a long-standing commitment to the ISAF and is involved in the Volvo/ISAF World Youth Sailing Championships since 1997.

    Volvo Group also sponsored the Show Jumping World Cup from its inception in 1979 until 1999. The company also sponsors Culture, e g The Göteborg Opera [4], The Gothenburg Symphony Orchestra [5]. [6]

    Volvo companies

    Companies in the Volvo Group are:

    Business units

    The group companies are supported by a number of business units:

    • Volvo 3P
    • Volvo Powertrain
    • Volvo Parts
    • Volvo Logistics
    • Volvo Information Technology
    • Volvo Technology
    • Volvo Technology Transfer
    • Volvo Business Services
    • Volvo Treasury
    • Volvo Group Real Estate

    See also

    Brands in the Volvo Group

    The Volvo brand, which has been built up over decades, is one of the world's best known and respected brand names.

    Volvo Group's purchase of Renault Trucks and Mack Trucks in 2001 created Europe's largest and the world's second largest producer of heavy trucks with a broad product program. Mack is one of the most well known truck brands in North America while Renault Trucks holds a special position in Southern Europe.

    Prevost Car, owned by Volvo Bus Corporation, is the leading North American manufacturer of premium touring coaches and bus shells for high-end motorhomes and specialty conversions. Nova Bus, part of Prevost, stands as a North American leader in the design, production and marketing of urban transit buses.

    ประวัติ

    clip_image005

    กลุ่มบริษัทอันทรงพลัง

    ก่อ ตั้งขึ้นในปี 1927 วอลโว่คือหนึ่งในผู้ผลิตยานยนต์เชิงการพาณิชย์และเครื่องยนต์ดีเซลชั้นนำของ โลก Volvo Group ยังนำเสนอวิธีแก้ปัญหาทางด้านการเงิน การเช่าซื้อ การประกันและบริการแบบเลือกกำหนดได้ รวมถึง ระบบการขนส่งที่พร้อมสรรพสำหรับการจราจรในเขตเมือง
    ขอบข่ายธุรกิจ ของเราประกอบด้วย: Volvo Trucks, Mack, Renault Trucks, Volvo Buses, Volvo Construction Equipment, Volvo Penta, Volvo Aero และ Volvo Financial Services. หน่วยธุรกิจอีกหลายหน่วยให้การสนับสนุนด้านการพัฒนาการผลิตและโลจิสติกเพิ่ม เติม หน่วยธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดคือ: Volvo Powertrain, Volvo 3P, Volvo IT, Volvo Logistics and Volvo Parts

    และในทุกวันนี้ วอลโว่มีพนักงานประมาณ 72,000 คนและสายการผลิตใน 25 ประเทศ และเปิดดำเนินการในกว่า 185 ตลาด

    clip_image007

    รถบรรทุกเบาถึงรถบรรทุกขนาดกลางของวอลโว่เรื่อยมาจนถึงปี 1932 ไม่ค่อยนำสมัยมากมายนัก ใช้ระบบเบรก 2 ล้อ และล้อรถที่ซี่ล้อทำด้วยไม้ สิ่งที่เด่นชัดในสมัยนั้นคือ ความต้องการรถบรรทุกที่ดูทันสมัยขึ้นและมีขนาดเล็กลง รถบรรทุกในซีรีส์ LV71 และ LV73 ของวอลโว่ซึ่งเป็นผลจากความต้องการดังกล่าวนั้นเป็นที่นิยมมาก เนื่องจากว่ากันว่า รถบรรทุกทั้งสองซีรีส์นี้ได้ทำให้วอลโว่กลายเป็นผู้ส่งออกรถบรรทุกที่สำคัญ ในช่วงกลางทศวรรษที่ 30

    อย่าง ไรก็ดี ก้าวย่างที่พลิกผันที่สุดของยุคนั้น คือ ความเปลี่ยนแปลงในส่วนของรถบรรทุก ที่ปกติมักถูกติดตั้งไว้หลังเพลาหน้า ที่จะเลื่อนไปข้างหน้าและข้างหลังอยู่ที่ด้านบนสุดของเพลาหน้า จนช่วยปรับปรุงการกระจายน้ำหนักของเพลาได้อย่างมาก การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้วอลโว่ได้รถบรรทุกในรุ่น Volvo LV8 และ LV9 ที่ได้รับความนิยมมาก และกลายเป็นมาตรฐานของรถบรรทุกสัญชาติสวีเดนในช่วงปลายทศวรรษ 1930

    clip_image009

    ช่วง ครึ่งแรกของทศวรรษ 1940 คุกรุ่นไปด้วยกลิ่นอายสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งหมายถึงยอดขายรถบรรทุกฝ่ายพลเรือนเป็นไปอย่างเชื่องช้ามาก แต่โชคดีที่ยังมีลูกค้าฝ่ายทหาร ทำให้วอลโว่กลายเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ของกองทัพสวีเดน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนี่เอง ที่วอลโว่ได้เข็นรถบรรทุก "Roundnose" นับพันคันออกจำหน่าย ในรุ่นมาตรฐานที่มีงานออกแบบที่เรียบง่าย และเป็นรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ

    รถ บรรทุกรุ่น "Roundnose" ที่ถูกเปิดตัวในฐานะรุ่นของปี "1940" ในช่วงปลายทศวรรษ 1939 ประกอบด้วยรถบรรทุกหลากรูปแบบ ที่มองดูเหมือนกัน แต่ใช้ประโยชน์ด้านการขนส่งได้มากมาย ตัวอย่างเช่น บริเวณด้านหน้ารถสามารถปรับความยาวที่แตกต่างกันได้ถึง 3 ระดับ   อาจกล่าวได้ว่า รถบรรทุกรุ่น "Roundnoses" เป็นรถบรรทุกที่ประสบผลสำเร็จมากที่สุดของวอลโว่จนกระทั่งมีการเปิดตัวรถ บรรทุกรุ่น F นับแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา

    clip_image011

    อาจกล่าว ได้ว่า ไม่มีทศวรรษใดที่รถบรรทุกของวอลโว่มีพัฒนารุดหน้าได้มากไปกว่าทศวรรษ 1950 เครื่องยนต์เบนซินและเครื่องยนต์ดีเซลแบบ rudimentary pre-chamber-combustion ถูกกลบรัศมีด้วยเครื่องยนต์ดีเซลแบบไดเร็กอินเจ็คชันที่มีประสิทธิภาพ การปรากฏตัวของเครื่องยนต์ที่แข็งแรงกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่ายังเป็นอีก สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดส่วนผสมของรถบรรทุกที่หนักขึ้นและยาวขึ้น

    หนึ่ง ในรถบรรทุกวอลโว่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดตลอดกาล คือ รถบรรทุก "Titan" ที่วางตลาดในปี 1951 รถบรรทุกรุ่นนี้ถือเป็นรุ่นบุกเบิกเมื่อกลายเป็นหนึ่งในรถบรรทุกคันแรก ๆ ของโลกที่ใช้เครื่องยนต์แบบเทอร์โบชาร์จในปี 1954 ผลลัพธ์ที่ได้สร้างความประหลาดใจ: ด้วยน้ำหนัก kerb ที่เพิ่มขึ้นเพียง 25 ก.ก. กำลังออกของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นถึง 35 bhp (จาก 150 เป็น 185 bhp)

    clip_image013

    ใน ทศวรรษ 1960 รถบรรทุกสวมมงกุฎเจ้าแห่งการขนส่งอย่างเต็มภาคภูมิ สาเหตุมาจากความยืดหยุ่นของรถบรรทุก และข้อเท็จจริงที่ว่า ถนนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทั้งในประเทศและระหว่างประเทศนั้นปรากฏเป็นรูป เป็นร่างขึ้นมา และเอื้อต่อการขนส่งด้วยรถบรรทุกที่เร็ว ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ และสำหรับสวีเดน ในช่วงนี้ยังได้มีการเปิดตลาดแค็บที่ได้รับการรับรองด้านความปลอดภัย

    ในเวลานี้ วอลโว่ได้เปิดตัวรถบรรทุก Titan TIPTOP/F88/G88 ความสำคัญของรถบรรทุกในรุ่นเหล่านี้ที่มีต่อประวัติศาสตร์ของ Volvo Trucks นั้นไม่สามารถประเมินสูงเกินไป ห้องแค็บแบบเอียงซึ่งมีประสิทธิภาพเปิดโอกาสให้คนขับใช้ส่วนประกอบพื้นฐานใน รถได้ดีกว่ารถบรรทุกซีรีส์ N ห้องแค็บที่ผ่านการทดสอบการพุ่งชนยังมีส่วนที่ใช้นอนหลับได้ดีมาก และมีส่วนที่นั่งพักสำหรับคนขับหากมีคนขับหนึ่งหรือสองคน และนอกเหนือจากส่วนประกอบเหล่านี้ วอลโว่ยังมีเครื่องยนต์ใหม่ ระบบส่งกำลังและส่วนประกอบของคัสซีย์

    clip_image015

    ทศวรรษ 1970 คือการเปิดตัวรถบรรทุกในซีรีส์ใหม่ที่สร้างความฮือฮาได้ไม่น้อย รถบรรทุกในซีรีส์นี้เป็นตัวกำหนดแนวโน้มการออกแบบรถบรรทุกในปีต่อ ๆ มา: รถบรรทุก Volvo F10/F12 (และในเวอร์ชัน Globetrotter)

    ในยุค 60 วอลโว่ได้ตั้งแผนกพิเศษขึ้นมาแผนกหนึ่ง ซึ่งรับผิดชอบการเพิ่มความปลอดภัยและปรับปรุงหลักวิศวกรรม-มนุษยศาสตร์

    ผลลัพธ์ ที่เห็นเด่นชัดมากที่สุดคือ รถบรรทุก F10/F12 ที่กำหนดมาตรฐานใหม่หมดทั้งชุดสำหรับหลักวิศวกรรม-มนุษยศาสตร์และความ ปลอดภัย ตัวอย่างเช่น ตัวแค็บยึดอยู่บนคัสซีย์ พร้อมระบบกันสะเทือน สร้างสภาพแวดล้อมที่นุ่มสบายกว่าให้กับผู้ขับขี่ จึงช่วยลดอาการปวดหลังลงได้มาก รถบรรทุกใหม่ในรุ่น F ยังมีกระจกบานใหญ่มาก ซึ่งย่อมหมายถึง การมีทัศนวิสัยในการมองเห็นที่ดีขึ้น เพิ่มเติมจาก "ความปลอดภัยขณะใช้งาน" (เช่น การลดความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ) clip_image017

    ใน ทศวรรษ 1980 รถบรรทุกเริ่มมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น เครื่องยนต์ดีขึ้น แรงขึ้น และเหนืออื่นใด คือ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และด้วยการใช้ระบบกันกระเทือนอากาศเพิ่มขึ้น ทั้งถนน สินค้า และผู้ขับต่างสัมผัสกับการใช้ชีวิตที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น

    เมื่อวอลโว่เปิดตัวรถบรรทุกเฮฟวี่-ดิวตี้ตระกูล FL6 และ FL7/FL10 เมื่อฤดูร้อนปี 1985 รถบรรทุกในตระกูลนี้คือการพิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง รถบรรทุกทั้งสองตระกูลเป็นรถบรรทุกใหม่ถอดดาบ และมีคุณลักษณะเชิงนวัตกรรมเมื่อเทียบกับรถบรรทุกในตระกูลอื่นของคู่แข่งที่ ผลิตขึ้นรองรับอุตสาหกรรมเดียวกัน รถบรรทุก FL7/FL10 เป็นตัวแทนของรถบรรทุกรุ่นใหม่ที่สมบูรณ์แบบ เป็นส่วนผสมระหว่างความมีประสิทธิภาพและน้ำหนักเบาของรถก่อนหน้าในรุ่น F7 แต่มีตัวเลือกเป็นเครื่องยนต์อันทรงพลังขนาด 10 ลิตร และกำลังออกของเครื่องยนต์สูงสุดถึง 318 bhp

    clip_image019

    ทศวรรษ 1990 เป็นทศวรรษที่อุทิศให้กับเรื่องของสิ่งแวดล้อม เป็นการผลิตยานยนต์แบบผสมผสานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และในช่วงปลายทศวรรษดังกล่าว เราได้เห็นการผนวกรวมของแนวทางแก้ปัญหาไอที เช่น Volvo Dynafleet 2.0 ซึ่งนำเสนอเครื่องมือที่เพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการเดินทางแต่ละ ครั้งให้กับบริษัทบริการลากจูงและผู้ขับขี่

    สำหรับวอลโว่ สิ่งที่ดูเป็นธรรมชาติอีกเรื่องหนึ่งคือ การยึดหลักงานออกแบบรถในยุคสืบทอดกับรถบรรทุกในรุ่น F10/F12/F16 เนื่องจากเราจำเป็นต้องเริ่มต้นวางแผนสร้างเครื่องยนต์ในรุ่นใหม่ทั้งหมด เพื่อรับหน้าที่ต่อจากเครื่องยนต์ขนาด 12 ลิตร   พัฒนาการของเครื่องยนต์ใหม่หมดในชื่อ "D12" ได้เริ่มต้นขึ้น และเป็นครั้งแรกในยุโรปที่เครื่องยนต์เฮฟวีดิวตี้ใช้หลักการที่เดิมพบใน เครื่องยนต์รถสปอร์ตชั้นนำ รวมถึง เพลาลูกเบี้ยวและสี่วาล์วต่อกระบอกสูบ

    clip_image021

    ใน รอบ 100 ปีใหม่นี้ ความต้องการรถบรรทุกและการขนส่งด้วยรถบรรทุกจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว แม้ประสิทธิภาพที่ดีในการขนส่งและต้นทุนการขนส่งที่ต่ำยังเป็นวัตถุประสงค์ หลัก ๆ แต่ความปลอดภัย หลักวิศวกรรม-มนุษยศาสตร์และประเด็นสิ่งแวดล้อมล้วนเป็นเรื่องที่ต้องนำมา พิจารณาในลำดับต้น ๆ

    เมื่อครั้งที่งาน Amsterdam Truck Show จัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2000 บรรดาผู้เข้าชมงานต่างแสดงความพึงพอใจที่ได้สัมผัสกับรถบรรทุก Volvo NH12 ในเวอร์ชันของยุโรปเป็นครั้งแรก - รถบรรทุกที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงซึ่งเหมาะสมสำหรับสหัสวรรษใหม่ รถบรรทุกรุ่นนี้ติดตั้งเครื่องยนต์ Volvo D12C ซึ่งเป็นเครื่องดีเซลแบบไดเร็คอินเจ็คชัน ที่ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์นำสมัย และสามารถนำมาใช้กับ Volvo Dynafleet 2.0 อันเป็นเครื่องมือด้านไอทีของวอลโว่ได้อย่างกลมกลืน

    แหล่งอ้างอิง

    http://www.volvo.com/trucks/thailand-market/th-th/aboutus/History/2000s.htm

    http://en.wikipedia.org/wiki/Volvo

    http://www.volvo.com/trucks/thailand-market/th-th/aboutus/About+Volvo+Group/

    [006] รายงาน ปฏิจจสมุปบาท

     

    clip_image002clip_image002[1]clip_image002[2]

    กระบวนธรรมของจิต ในการเกิดขึ้นและดับไปแห่งทุกข์

    ใช้ในการปฏิบัติเพื่อการดับไปแห่งทุกข์ 
    หรือจางคลายจากทุกข์ตามควรแห่งฐานะตน

    องค์ประกอบของปฏิจจสมุปบาท

    เพราะการหมุนเวียนของวัฏชีวิตที่มีทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต หมุนเวียนไปตามองค์ประกอบ ของการเกิด หาจุจบไม่ได้และไม่สามารถหาต้นเหตุได้ว่าอะไร คือ ต้นเหตุของการเกิด และอะไร คือ ปลายเหตุของการดับ เริ่มจากอดดีตสู่ปัจจุบัน ปัจจุบันสู่อนาตค อนาคตกลับมาเป็นอดีต อดีตมาเป็นปัจจุบัน ประดุจห่วงของลูกโซ่ที่ผูกต่อกันไปหาที่สุดมิได้ เรียกว่า เป็นวงจรของปฏิจจสมุปบาท หรือ บาทฐานการเกิดของกองทุกข์ ซึ่งประกอบด้วย

    1. อวิชชา

    คือ ความไม่รู้ตามความเป็นจริงในความทุกข์ของจิต ไม่รู้ในเหตุให้เกิดแห่งความทุกข์ไม่รู้ในการดับ ทุกข์ไม่รู้ในปฏิปทาให้ถึงความดับทุกข์ อวิชชาเป็นจิตที่ไม่รู้จิตในจิต

    เพราะความไม่รู้หรืออวิชชาเป็นปัจจัย จึงเกิดมีสังขาร

    2. สังขาร

    คือ การปรุงแต่งของจิตให้เกิดหน้าที่

    ทางกาย - เรียกกายสังขาร ได้แก่ ธรรมชาติที่ปรุงแต่งร่างกายให้เกิดลมหายใจเข้าออก

    ทางวาจา - เรียกวจีสังขาร ได้แก่ ธรรมชาติที่ปรุงแต่งวาจาให้เกิดวิตกวิจาร

    ทางใจ - เรียกจิตสังขาร ได้แก่ ธรรมชาติที่ปรุงแต่งจิตให้เกิดสัญญา เวทนา สุข
    ทุกข์ทางใจ เพราะการปรุงแต่งของจิตหรือสังขารเป็นปัจจัย จึงเกิดมีวิญญาณ

    3. วิญญาณ

    คือ การรับรู้ในอารมณ์ที่มากระทบในทวารทั้ง 6 คือ

    ทางตา - จักขุวิญญาณ

    ทางเสียง - โสตวิญญาณ

    ทางจมูก - ฆานวิญญาณ

    ทางลิ้น - ชิวหาวิญญาณ

    ทางกาย - กายวิญญาณ

    ทางใจ - มโนวิญญาณ

    เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป

    4. นามรูป

    นาม คือ จิตหรือความนึกคิด ในรูปกายนี้ เป็นของละเอียดได้แก่

    เวทนา คือ ความรู้สึกเสวยในอารมณ์ต่างๆ

    สัญญา คือ ความจำได้หมายรู้ จดจำในเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้วทั้งดีและไม่ดีดังแต่อดีต

    เจตนา คือ ความตั้งใจ การทำทุกอย่างทั้งดีและชั่ว

    ผัสสะ คือ การกระทบทางจิต

    มนสิการ คือ การน้อมจิตเข้าสู่การพิจารณา

    รูป คือ รูปร่างกายที่สัมผัสได้ทางตา เป็นของหยาบ ได้แก่
    มหาภูตรูป 4 คือ ดิน, น้ำ, ไฟ, ลม

    เพราะนามรูปเกิด จึงเป้นปัจจัยให้มีสฬายตนะ คือ ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ

    5. สฬาตนะ

    คือ สิ่งที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อกันทางวิถีประสาทด้วยอายตนะทั้ง 6 มี

    ตา - จักขายตนะ หู - โสตายตนะ

    จมูก - ฆานายตนะ ลิ้น - ชิวหายตนะ

    กาย - กายายตนะ ใจ - มนายตนะ

    เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ

    6. ผัสสะ

    คือ การกระทบกับสิ่งที่เห็นรู้ทุกทวารทั้งดีและไม่ดี เช่น

    จักขุผัสสะ - สัมผัสทางตา โสตผัสสะ - สัมผัสทางเสียง

    ฆานผัสสะ - สัมผัสทางจมูก ชิวหาผัสสะ - สัมผัสทางลิ้น

    กายผัสสะ - สัมผัสทางกาย มโนผัสสะ - สัมผัสทางใจ

    เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา

    7. เวทนา

    คือ ความรู้สึกเสวยอารมณ์พอใจ, ไม่พอใจและอารมณ์ที่เป็นกลางกับสิ่งที่มา
    กระทบพบมาได้แก่

    จักขุสัมผัสสชาเวทนา - ตา โสตสัมผัสสชาเวทนา - เสียง

    ฆานสัมผัสสชาเวทนา - จมูก ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา - ลิ้น

    กายสัมผัสสชาเวทนา - กาย มโนสัมผัสสชาเวทนา - ใจ

    ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นเครื่องรับของความรู้สึกต่างๆ

    เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา

    8. ตัณหา

    คือ ความทะยานอยาก พอใจ และไม่พอใจในสิ่งที่เห็นรู้ใน

    รูป - รุปตัณหา เสียง - สัททตัณหา

    กลิ่น - คันธตัณหา รส - รสตัณหา

    กาย - โผฎฐัพพตัณหา ธรรมารมณ์ - ธัมมตัณหา

    เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน

    9. อุปาทาน

    คือ ความยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ และที่เกิดขึ้นในขัน 5 มี 4 เหล่า คือ

    กามุปาทาน - ความยึดมั่นถือมั่นในวัตถุกาม

    ทิฎฐุปาทาน - ความยึดมั่นถือมั่นในการเห็นผิด

    สีลัพพตุปาทาน - ความยึดมั่นถือมั่นในการปฎิบัติผิด

    อัตตวาทุปาทาน - ความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนในขันธ์ 5

    เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ

    10. ภพ

    คือ จิตที่มีตัณหาปรุงแต่ง เกิดอยู่ในจิตปุถุชนผู้หนาแน่นในตัณหา 3 เจตจำนงในการเกิดใหม่ ความกระหายในความเป็น เพราะยึดติดในรูปในสิ่งที่ตนเองเคยเป็น มี 3 ภพ คือ

    กามภพ - ภพมนุษย์, สัตว์เดรัจฉาน, เทวดา

    รูปภพ - พรหมที่มีรูป

    อรูปภพ - พรหมที่ไม่มีรูป

    เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ

    11. ชาติ

    คือ ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลง ได้แก่ จิตที่ผูกพันกันมากๆจึงเกิดการสมสู่กัน อย่างสม่ำเสมอ จนปรากฎแห่งขันธ์ แห่งอายตนะในหมู่สัตว์

    เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกปริเทวะทุกขโทมมัส อุปายาส มีความเศร้าโศก เสียใจ ร้องไห้อาลัย อาวรณ์

    12. ชรา มรณะ

    ชรา คือ ความแก่ ภาวะของผมหงอก ฟันหลุด หนังเหี่ยวย่น ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่ของอินทรีย์ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เที่ยงเป็นทุกข์อยู่ในตัว

    มรณะ คือ ความเคลื่อน ความทำลาย ความตาย ความแตกแห่งขันธ์ ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์

    บ่อเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ เกิดขึ้นมาได้เพราะอวิชา ดั่งพืชเมื่อเกิดเป็นต้นไม้แล้ว มีราก ลำต้น ใบ ดอก ผล เป็นลำดับไป ไม่ปรากฎว่าเบื้องต้นเกิดมาแต่ครั้งไหน ดั่งรูปนาม ของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ปรากฎว่าเบื้องต้นคือ " อวิชชา" เกิดมาตั้งแต่เมื่อไร เพราะ เกิดการผูกต่อกันมาเป็นลำดับ เกิดเป็นปฎิจจสมุปบาทขึ้นมา
    ปุถุชนดับวงของปฎิจจสมุปบาทได้บ้าง เป็นการดับชั่วขณะจึงต้องเกิดอีก เพราะ ตัววิชชายังไม่แจ้งในขันธ์ 5

    ส่วนตัวอริยชนดับวงของปฎิจจสมุปบาทได้สนิท เพราะดับได้ด้วยวิชชาจึงไม่ต้องเกิดอีก เป็นการดับไม่เหลือเชื้อ เพราะวิชชาแจ้งในขันธ์ 5 พ้นจากการเกิด เปรียบเหมือนไฟ ที่สิ้นเชื้อดับไปแล้ว

    clip_image004

    วงที่ 1

    ปริศนาธรรม ภาพนี้ ท่านอาจารย์พุทธทาส อธิบายย่อๆว่า หมู คือ ตัวกิเลส งู คือ ตัวกรรม และ ไก่ คือ วิบาก หรือ ผลของกรรม

    1. หมู เป็นสัตว์ที่กินไม่พิจารณา ตะกละกินไม่เลือก กินแล้วนอนได้ตลอด อิ่มแล้วใจ ยังหิว ยังอยากกินอยู่ เปรียบได้กับ ความโลภ คือ โลภะ

    2. งู เป็นอสรพิษร้าย มีพิษขบกัดศตรู เป็นตัวพยาบาท เปรียบได้กับ ความโกรธ คือ โทสะ

    3. ไก่ เป็นสัตว์ที่หลงตัวว่าสวยงาม มักชอบอวดความงามของตัว สำคัญตัวเองดีไปทุกอย่าง และมักชอบคุยเขี่ย เปรียบเหมือนกับการสร้าง ความปรุงแต่งอารมณ์ให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ เปรียบได้กับความหลง คือ โมหะ

    หมูกัดหางงู งูกัดหางไก่ ไก่จิกกัดหางหมู คือ ปริศนาธรรม ของ กิเลส - กรรม - วิบาก จิกติดพัน เกี่ยวเนื่องกันอยู่ อย่างนั้น จิกไม่ยอมปล่อย เพราะ ติดในรสอร่อย มีความฮึกเหิม สำแดงความลำพอง เช่นเดียวกับ กิเลสตัณหา กรรม และ วิบาก นี่คือ ผลเกี่ยวเนื่อง อันเกิดจาก ความอยาก เมื่อมีความอยาก ก็ลงมือกระทำ เมื่อกระทำไปแล้ว ก็บังเกิดผล ของการกระทำนั้น ตามมาไม่สิ้นสุด

    สัตว์ทั้ง 3 กัดกันเป็นวงกลม เปรียบได้กับตัวจิตที่เกิดดับอยู่ในวง ปฎิจจสมุปบาท คือ สันตติติดต่อสืบเนื่องทำให้เกิดกรรมและไปรับผลเป็นวิบากได้รับสุขทุกข์จาก ความโลภ โกรธ หลง พุทธะ (วิชชาคือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน) เท่านั้นจะทำลายให้กิเลสดับไปได้ และจึงออกจากวงกลมได้ พุทธะจึงชี้ทางองค์มรรค 8 อริยสัจ 4 ให้ออกไปจากวงปฎิจจสมุปบาท (นิพาน)

    clip_image006

    วงที่ 2

    ภาพในวงกลมรอบนอก ของวงกลมเล็ก มีเส้นแบ่งผ่าซีกไว้ ๒ ข้าง มีพื้นหลังสีดำ มีร่างของมนุษย์ไร้เสื้อผ้า ถูกผูกร้อยโดยหัวหน้า ลากจูงคนเหล่านี้ไปสู่อบายภูมิ ซีกนี้ มีความหมายว่า "ยักขิณี" ฝ่ายของพวกที่ทำกรรมชั่ว หรือ กรรมสีดำ นั่นเอง ส่วนที่กลุ่มผู้คน สวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์ ทางข้างซ้าย คือ ข้างฝ่ายกรรมขาว หรือ ผู้ประกอบกรรมดี หมายถึง พวกที่มีจิตใจ ละอายต่อบาป อันได้แก่ นักบวช ในศาสนาต่างๆ หรือ นักบุญ ผู้บำเพ็ญเพียร ในธรรม มีความสงบเรียบร้อย เขียนเป็นภาพคน ๗ คน มีความหมายว่า ธรรมะของสัตบุรุษ ๗ ประการก็ได้

    กล่าวโดยสรุป ก็คือ กรรมดำ กับ กรรมขาว หรือ กรรมดี-กรรมชั่ว, อกุศลกรรม - กับ กุศลกรรม มนุษย์ในโลกตกอยู่ในสังสารจักร หรือ ภวจักร อย่างนี้ ไม่เว้นแต่ละวัน ชั่ว-ดี ทำสลับกันไปสลับกันมา อยู่อย่างนั้น นี่คือ ผู้ที่ยังว่ายเวียนอยู่ในวงล้อแห่งภวจักร หรือ สังสารจักร

    ธรรมดำ ธรรมขาว

    ธรรมดำ คือกรรม เป็นการกระทำด้วยกายวาจาใจ ทีไม่ดีเนื่องมาจากอวิชชา (ผู้ไม่รู้) หลงไม่รู้เช่นกินไม่พิจารณาว่าเป็นธาตุ หรือสักว่าเป็นธาตุ ยืนเดินนั่งนอน ไม่มีสติพิจารณา กิน ยืน เดิน นั่ง นอน ก็ยึดมั่น ถือมั่นว่าเป็นเราเป็นเขา เป็นตัว เป็นตน โดยไม่รู้กายใจ ว่าสืบเนื่องหรือต่อเนื่อง ผู้ที่อยู่ในกรรมดำจึงเหมือนอยู่ในที่มืด เปลือยเปล่า สกปรก ไร้ประโยชน์

    ธรรมขาว คือกรรม เป็นการกระทำด้วยกายวาจาใจที่ดี ที่มีพุทธะ (วิชชา ผู้รู้ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน) มีสติพิจารณาในอิริยาบททั้ง 4 ยืน เดิน นั่น นอน พูดคิดนึก มีสติต่อสืบเนื่อง พิจารณากายใจเป็นสักว่าธาตุ ไม่ใช่ตัวตนเราเขา โดยเป็นผู้มีสติอยู่ตลอดเวลา จึงเหมือนผู้ที่อยู่ในที่สว่าง มีการประกอบคุณงามความดี เป็น เครื่องอาภรณ์ประดับตกแต่ง สะอาด บริสุทธ์

    ธรรมดำ ทำชั่วได้ชั่ว = กรรมดำ = อกุศลกรรมนำไป นรก เช่น จิตที่เศร้า หมอง เร่าร้อน
    ไม่ฉลาด โง่

    ธรรมขาว ทำดีได้ดี = กรรมขาว = กุศลกรรมนำไป สู่สุคติ เป็นจิต ที่ผ่องใส สงบ เย็น ฉลาด

    ต่อเมื่อเขามีกรรมที่สาม คือ กรรมที่ไม่ดำ-ไม่ขาว ก็จะหลุดพ้น ไม่มีว่ายเวียนอยู่ในกองทุกข์อีกต่อไป พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสไว้ในพระพุทธภาษิตว่า เมื่อไม่ต้องการเวียนว่ายในกรรมดำ-กรรมขาว ก็จะเดินตามพระพุทธเจ้า คือ ปฏิบัติตามมรรคมีองค์แปด ก็จหลุดพ้นออกจากภพภูมิทั้ง ๕ ในที่สุด

    clip_image008

    วงที่ 3

    เกี่ยวเนื่องมาจากวงที่ 2 ใน 3 ข้อแรก เมื่อมีวิชชาสร้างกรรมดีแล้วในเบื้องต้นส่งผลให้

    1. มีศีลห้า จิตเป็นมนุษย์ มีการรักษาศีลเจริญภาวนาก็จะไปสวรรค์ จิตรื่นเริง ผ่องใส จิตเป็นเทวดา

    2. เมื่อมีการภาวนารักษาศีลก็จะมีจิตอยู่ในสวรรค์เป็นจิตเทวดา

    3. เมื่อจิตภาวนามากขึ้นเข้าณานขั้นสูงก็ถึงขั้นพรหม จิตเป็นพรหม (มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา)

    เมื่อสร้างกรรมชั่วส่งผลให้ (เป็นจิตของมนุษย์ที่มีความโลภ โกรธ หลง สืบเนื่องติดต่อกันไป

    1. แสดงภพ ภูมิของสัตว์นรก จิตไปนรก คือ จิตโกรธ พยาบาทปองร้ายผู้อื่น

    2. แสดงภพภูมิของเปรต จิตเป็นเปรต คือ จิตที่มีความโลภ อยากได้ของเขา มิใช่ของตน

    3. แสดงภพภูมิของเดรัจฉาน จิตเป็นเดรัจฉาน คือ จิตที่มีความหลงไม่ มีสติ ให้ความโลภโกรธหลงควบคุมจิตใจ ถูกทุกข์ครอบงำจิตใจ จนถึงวันตาย ความหลงเผาผลาญมาก จิตใจตกต่ำมาก จะลงนรกลึกไปเรื่อยๆ ตกต่ำไปตามภาวะของจิต พุทธะ(วิชชา)จะเกิดขึ้นไม่ได้ เมื่อผู้ใดคิดถึงพุทธะได้ จึงจะหนีไปจากนรก เข้าสู่ภพภูมิที่สูงขึ้น

    ภาพรอบวงชั้นที่ ๓ ซึ่งมีเส้นสีแดงแบ่งออกเป็นห้องๆ รวม ๕ ห้อง ทั้ง ๕ห้องนี้ หมายถึง ภพภูมิต่างๆ ทั้ง ๕ ภพภูมิ คือ มนุษย์ภูมิ, เปรตภูมิ, นรกภูมิ,เดรัจฉานภูมิ, เทวภูมิ หรือ สวรรค์

    clip_image009

    ๓.๑ ในภาพห้องที่ ๑. เริ่มต้นจากห้องบนขวา นี่คือ มนุษย์โลก หรือ โลกของมนุษย์เรา หรือ จะเรียกว่า มนุษย์ภูมิ ก็ได้ ในภพที่ ๑ นี้ มีผู้คน ประกอบ สัมมาอาชีพ ทำมาหากิน อย่างที่เป็นอยู่ ในโลกของเรานี้ มีคนหลายระดับ มีพระพุทธเจ้า ลงมาโปรด มีการทำบุญสุนทาน ประกอบพิธีกรรม ทางศาสนาของตนๆ มีการแสดงธรรม มีผู้สนใจฟังธรรม เกิด แก่ เจ็บ ตาย ล้วนเป็นไป ในภพนี้ พระพุทธเจ้า ลงมาโปรด อยู่เสมอก็จริง แต่มีคนสนใจน้อย มัววุ่นวายอยู่กับ กิน กาม เกียรติ จนลืมตัว ชีวิตเปียกชุ่ม และร้อนรน อยู่กับเหงื่อไคลดังนี้
    แต่ถ้าหาก มนุษย์คนใด สนใจธรรม ของพระพุทธเจ้า หรือ สนใจปฏิบัติธรรม มีจิตใจเป็นมนุษย์ที่สูงพอ เขาก็จะหลุดพ้น จากอำนาจแห่งกาฬจักร หรือ สังสารจักรได้ ดังตัวอย่าง ที่เห็นในภาพ คือ เหล่าปัญจวัคคีย์ ที่รับปฏิบัติตาม คำสอนของ พระพุทธเจ้า

    clip_image011

    ๓.๒ ในภาพห้องที่ ๒. พิจารณาดูให้ดี ก็จะเห็น รูปลักษณ์ ที่น่าเกลียด ของเหล่า เปรตภูมิ คือ โลกของ พวกเปรต ปากเล็ก ท้องโต อย่างที่ โบราณพูดว่า เปรตปากเท่า รูเข็ม กินอะไร ไม่รู้จักอิ่ม มีชีวิตอย่าง อดอยาก มีความหิวกระหาย ไม่รู้จักสิ้นสุด

    ในภาพพิจารณาดูให้ดี ก็จะเห็นว่า เปรตภูมิ หรือ พวกเปรตนี้ มีอยู่ทั้งเปรต ที่อยู่บนวิมาน หรือ เปรตชั้นสูง และเปรตที่ อดอยาก ทุกข์ลำบาก ในภพของเปรต มีพระโพธิสัตว์ ลงมาโปรด แผ่บุญ บารมี สุทธิ เมตตา ปัญญา พระพุทธเจ้า ก็ทรงเสด็จลงมาโปรด ในเปรตภูมิ แต่ว่า เปรตทั้งหลาย มีกรรมหนัก ไม่ยอมรับธรรมโอสถ จากพระพุทธเจ้า ติดอยู่กับ ความอยาก หรือ ความหิวกระหาย จนหน้ามืดตามัว เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เป็นทาส ของความอยาก ความกระหาย แม้ท้องโต ด้วยอาหารแต่ใจ และปาก ก็ยังอยากจะกิน เข้าไปอีก กินเข้าไปเท่าไหร่ ก็ไม่รู้สึกว่า อิ่มว่าพอ พวกเปรต จึงต้องทนทุกข์ทรมาน อยู่อย่างนั้น

    clip_image012

    ๓.๓ ในภาพห้องที่ ๓. ซึ่งติดกับเปรตภูมิ หรือ ห้องข้างล่างสุดนั้น คือ นรกภพภูมิ หรือ ภูมิของนรก ที่ใครๆ กลัวว่า จะตกไปอยู่ในภพนี้ หลังความตาย ในนรก มียามะและยามิ หรือ พระยม เป็นผู้มีอำนาจ กำหนดชะตากรรม ของผู้ที่ตกมาอยู่ในภพนี้

    นรกภูมิ มีความร้อนเผาลน อยู่โดยทั่วไป ไฟนรก มีทั้งที่อยู่ใต้กระทะทองแดง บนฟ้าก็มีไฟ ในน้ำก็มีไฟ คือ ความทุกข์ร้อน ทรมาน อยู่ด้วยอำนาจ แห่งความรัก โลภ โกรธ หลง ทุกลมหายใจเข้าออก จิตของมนุษย์ ที่อยู่ในนรกภูมิ แดงโร่ และร้อนจัด ด้วยไฟ อยู่ตลอดเวลา พระพุทธเจ้า ลงมาโปรด ก็ไม่รับรู้ ในคำสอน ที่จะช่วย ให้ขึ้นจากนรก.

    clip_image013

    ๓.๔ ในภาพห้องที่ ๔. คือ ภพภูมิ ของ สัตว์เดรัจฉาน ภพนี้คือ โลกของเดรัจฉาน ทั้งหลาย หรือ เรียกว่า "เดรัจฉานภูมิ" ปริศนาธรรม ของภพนี้ ก็คือ โมหะ คือ โง่ หลง งมงาย มีสติปัญญา ต่ำต้อย เยี่ยง สัตว์เลื้อยคลาน หรือ สัตว์ตระกูลต่ำ ทั้งหลาย ความหมายในภาษาธรรม ของเดรัจฉานนี้ เท่ากับ ความโง่ของคน ไม่ศึกษา ไม่ฝึกฝน ปล่อยให้ชีวิต ขาดสติปัญญา อยู่ไปวันๆ อย่างที่กล่าวเป็น ภาษาชาวบ้าน ว่า กิน ขี้ ปี้ นอน "สืบพันธุ์" หรือ เสพเมถุน อย่างสัญชาติญาณ ของสัตว์ทั่วไป มีความกลัวภัยอยู่เสมอ เพราะไม่มีสติปัญญา ที่จะรู้ได้ว่า อะไรควรจะกลัว หรือ ไม่ควรกลัว พระพุทธเจ้า เสด็จลงมาโปรด เดรัจฉานภูมิ เหมือนกัน แต่แม้ว่า พระองค์ จะมีพระเมตตา แสดงธรรม ล้ำลึกเพียงไร จิตของเดรัจฉาน พอใจ หรือ จมดิ่ง อยู่กับ ความเป็นเดรัจฉาน อย่างไม่เปลี่ยนแปลง

    clip_image014

    ๓.๕ ในภาพห้องที่ ๕ นี้นับว่า เป็นภพภูมิ ที่สูงที่สุด คือสวรรค์ หรือ ที่เรียกว่า เทวโลก เป็นเทวภูมิ ซึ่งมนุษย์ทั้งหลาย ต่างมีใจปรารถนา จะได้เกิดมาในภพนี้ เพราะมีความเชื่อมาแต่เดิมว่า เป็นแดนแห่งความสุข...

    ท่านอาจารย์พุทธทาส อธิบายว่า พิจารณาดูภาพสวรรค์ให้ดีๆ ก็จะเห็นว่า ในภพภูมิของเทวดานี้ จะมีกำลังแบ่งเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายเทวดา กับอสูร หรือ ฝ่ายสุระ กับอสุระ ทั้งสองฝ่ายนี้ สู้รบกัน อยู่ตลอดเวลา ใช้อาวุธต่อสู้กัน เพื่อแย่งชิงนางฟ้า หรือ แย่งชิงตัวกามคุณ ระหว่างกัน อยู่เป็นนิจ เดี๋ยวนี้ ก็ยังรบกันอยู่ รบกันระหว่าง ฝ่ายดำ กับฝ่ายขาว หรือ ฝ่ายกล้ากับฝ่ายกลัว รบอยู่อย่างนั้น

    แม้แต่ในภาพของสวรรค์ ก็ยังแย่งชิง กามคุณ หรือ แย่งชิงนางฟ้า กันอยู่ คือมีความมักมาก หลงไหลในกาม จนต้องรบราฆ่าฟันกัน ไม่มีวันจบสิ้น เทวดาเป็นผู้ไม่มีเหงื่อ อย่างมนุษย์ แต่เทวดากลับเร่าร้อน อยู่ในกามรส อันไม่มีที่สิ้นสุด จิตของเทวดาหรือ ผู้ที่อยู่ในเทวภูมิ จึงไม่อาจสงบเย็นลงได้

    พระพุทธองค์ ทรงเสด็จมาโปรดในสวรรค์เหมือนกัน ในภาพจะเห็นว่า พระพุทธเจ้า ทรงบรรเลงพิณรูปหนึ่ง อีกรูปหนึ่ง ทรงถือพระขรรค์ (ซึ่งหมายถึงปัญญา)

    จิตของผู้ที่อยู่ในเทวภูมินี้ เป็นจิตที่หมกมุ่นในกิเลสกาม วุ่นในเกียรติยศ ศักดิ์ศรี แข่งดี ชิงเด่น มีจิตที่คุพอง อยู่เหนือผู้อื่น แม้จะถือว่า เป็นภพภูมิ ที่สูงกว่า ภพภูมิทั้ง ๔ ที่กล่าวมาแล้ว แต่เทวดา ก็นิพพานไม่ได้ เพราะ ติดข้อง ในกามคุณ อยู่นั่นเอง

    อาจจะเป็น เพราะเหตุนี้กระมัง การบูชาเทวดา ทั้งหลาย จึงต้องมีอะไรๆ ที่เป็นเครื่องเซ่นไหว้ เป็นพิเศษ หรือต้องมีอามิสบูชา ล้ำเลิศจึงจะสำเร็จ ตามที่ต้องอ้อนวอนร้องขอ

    clip_image016

    1. อวิชชาเปรียบเหมือนคนตาบอด อวิชชาเป็นจิตที่มีโมหะครอบงำ เป็นจิตที่เห็นผิด หลงรูปนาม หลงกายและจิต ยึดติดรูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะ ธรรมารมณ์ ไม่มีปัญญา พิจารณาแยกฐาตุขันธ์ ยึดกองแห่งรูปมั่นคง หลงตัวว่าไม่เสื่อมสลาย ไมาสามารถแยก กายใจได้ว่าเป็นคนละอัน ไม่รู้ที่เกิดของจิตและที่ดับของจิต หลงความคิดของตัวเชื่อมั่นว่า เป็นเราเป็นเขา ไม่พิจารณาสักแต่ว่าเป็นธาตุ 4 ดิก น้ำ ไฟ ลม สักว่าเป็นสังขารวิญญาณ อวิชชา จึงเป็นความหลง คือ โมหะ ไม่รู้ความจริง เปรียบเหมือนคนตาบอด ไปไหนไม่รู้ทาง มองไม่ เห็นอะไรทำอะไรไม่ถูกต้อง ทำให้หลงผิดทุกอย่างเมื่อมีอวิชชามาครอบงำ

    2. สังขาร เปรียบเหมือนคนปั้นหมอ พยายามปรุงแต่งสิ่งที่มีอยู่แล้วให้เป็นรูป เป็นร่างขึ้นมา เป็นผู้ปรุงแต่งรูป รส กลิ่น เสียง โผฎฐัพพะ ธรรมารมณ์ กระทบทางใจ สังขาร เป็นจิตที่มีเจตสิกปรุงแต่งให้เกิดความคิดนึกต่างๆนานาเมื่อมีอะไรมากระทบ อารมณ์ กระทบทางทวารทั้ง 6 ก็จะปรุงแต่งไปตามความชอบของใจ ชอบใจก็เป็นบุญ ไม่ชอบใจก็เป็นบาป ทั้งชอบก็เฉย ทั้งไม่ชอบก็เฉย เป็นอเนญชาภิสังขาร ไม่ปรุงเป็น บุญเป็นบาป เรียกว่าเป็นกลาง สังขารจึงเป็นตัวปรุงแต่งอารมณ์ทุกอย่างให้เกิด เรียกว่าสังขาร

    3. วิญญาณ เปรียบเหมือนลิงได้แก้ว ลิง หมายถึง จิตที่ไม่นิ่งเฉย จิตมีเกิดดับตลอดเวลา แก้ว หมายถึง คุณธรรม คุณธรรมดีแก้วก็จะใส ไม่มีคุณธรรม แก้วก็จะเศร้าหมอง วิญญาณเป็นผู้รู้แจ้งในสิ่งที่เห็นและกระทบที่เกิดขึ้น ในอายตนะทั้ง 5 วิยญาณเป็นผู้รู้แจ้งในสิ่งที่กระทบสัมผัส เรียกว่า วิญญาณ

    clip_image018

    4. รูป-นาม (กาย-จิต) เปรียบเหมือนชายหญิงที่นั่งอยู่ในเรือ รูปเปรียบเหมือนเรือ นาม เป็นผู้อาศัย ร่างกายเหมือนเรือจิตวิญญาณ คือ คนนั่ง กายกับจิตเป็นคนละอย่าง แต่ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน รุปนามเปรียบเหมือนคนนั่งเรือ

    5. สฬาตนะ เปรียบเหมือนบ้าน มีประตูหน้าต่าง มีทางเข้าออกของทวารทั้งหก มีร่างกาย คือ บ้าน ใจคือเจ้าของบ้าน ตาหูจมูกลิ้น คือหน้าต่าง

    6. ผัสสะ เปรียบเหมือนชายหยิงกอดกัน หมายถึงการกระทบเป็นจิตที่มีความรู้สึกว่าเป็นชายเป็นหญิง เป็นจิตปรุงแต่งจะเกิดขึ้นมา เกิดกิเลสตัณหาอุปาทาน มีอารมณ์พอใจไม่พอใจ ยินดียินร้าย เป็นการกระทบสัมผัสในอายตนะทั้ง 6 เรียกว่าผัสสะ

    7. เวทนา เปรียบเหมือนคนที่ถูกลูกศรเสียบตา มีความเจ็บปวดมากเป็นจิตเสวยอารมณ์รุนแรงที่ได้สัมผัส เสวยอารมณ์ พอใจและไม่พอใจ ยินดียินร้าย (สุขเวทนา ทุกขเวทนา อุเบกขาเวทนา)

    8. ตัณหา เปรียบเหมือนคนสูบเฮโรอีน หรือยาเสพติด ติดแล้วต้องการอยู่ตลอดเวลา เป็นจิตปรุงแต่งต้องการเพิ่มอยู่เรื่อยๆไม่รู้ปล่อยวาง ไม่รู้จักคำว่าพอใจในการสูบและเสพ เป็นความอยากที่ถมไม่เต็ม เป็นความบกพร่องอยู่เป็นนิตย์

    9. อุปาทาน เปรียบเหมือนลิงเก็บผลไม้ ยึดติดยึดมั่นถือมั่น ยึดว่าเป็นของตัว ขาดปัญญาพิจารณาเหตุผลเสียสละปล่อยวาง

    clip_image020

    10. ภพ เปรียบเหมือนคนท้องแก่ หมายถึงที่อยู่ เด็กในท้องที่มีอยู่แล้ว ภพที่ได้รับ หมายถึงที่อยู่ของกายใจ(รูปนาม) จิตยึดติดว่าเป็นที่อยู่ของเราพวกเรา ติดยึดความคิดว่าเป็นเรา ติดยึดในอารมณ์ที่พอใจรักใคร่และไม่พอใจรักใคร่ ติดอยู่ในความมีความเป็น คือภพ

    11. ชาติ เปรียบเหมือนคนคลอดลูก หมายถึงจิตที่ปฎิสนธิได้กำเนิดได้รับชีวิตแล้วว่าเป็นอะไร เป็นชายหรือหญิง สัตว์ บุคคล และความเกิดของจิตสืบเนื่องในภพต่างๆ โดยการเกิด ชาติคือความเกิดทั้ง 3 ภพ เป็นจิตที่มีเจตสิกสังขารปรุงแต่งเกิดดับ ยินดียินร้าย รักชอบชิงชังในอารมณ์ทั้ง 6 มีความเกิดอยู่ตลอดเวลามิได้ขาดทั้งภพและชาติ จิตที่ติดอยู่ในอารมณืต่างๆ ทั้งอดีตและปัจจุบัน ติดในอารมณ์นั้น

    12. ชรา มรณะ เปรียบเหมือนคนทิ้งบ้าน สะพายของออกไปด้วย หมายถึงทิ้งร่างกายแล้วไม่กลับมาอีก ส่วนที่นำไปด้วยคือบุญและบาป บ้านทั้งหลังคือ กองแห่งรูปและทรัพย์สมบัติก็เอาไปไม่ได้ ชรามรณะอยู่กับโสกปริเทวทุกขโทมนัสเศร้าโศกเสียใจ ผิดหวังอาลัยอาวรณ์ พลัดพรากจากกัน เป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต คือความตาย มรณะคือความตาย จิตที่ตายแล้วจากความดี และตายจากความชั่ว ตายจากโลกนี้โลกหน้า ตายจากสมมุติ จิตที่เกิดกับดับ ตายทุกขณะจิตเกิดดับเรียกว่าตายในปัจจุบันตายกองแห่งรูปเรียกว่าตายในภพทั้ง 3 ตายของจิตเกิดดับตายในปัจจุบันอารมณ์ ตายอยุ่ทุกขณะจิตเกิดและดับ (นิพพาน)

    ตัวอย่าง ปฏิจจสมุปบาท ในชีวิตประจำวัน ๑

    จะยกตัวอย่างให้ฟัง ในการเป็นอยู่ ทุกวันๆ ของคนเรา มีปฏิจจสมุปบาท อย่างไร เด็กเล็กๆ คนหนึ่ง ร้องไห้จ้า ขึ้นมา เพราะ ตุ๊กตาตกแตก พอเขาเห็น ตุ๊กตาตกแตกนี้ เรียกว่า ตากับรูป กระทบกัน เกิด จักษุวิญญาณ ขึ้นมา รู้ว่า ตุ๊กตาตกแตก ตามธรรมดา เด็กคนนี้ ประกอบด้วย อวิชชา เพราะว่า เขาไม่เคยรู้ธรรมะ ไม่รู้อะไรเลย เมื่อตุ๊กตาตกแตก นั้น ใจของเขา ประกอบอยู่ด้วย อวิชชา อวิชชาจึงปรุงแต่ง ให้เกิด สังขาร คือ อำนาจชนิดหนึ่ง ที่จะทำให้ เกิดความคิด ความนึกอันหนึ่ง ที่จะเป็นวิญญาณ สิ่งที่เรียกว่า วิญญาณ ก็เห็นตุ๊กตา ตกแตก แล้วรู้ว่า ตุ๊กตาตกแตก อันนี้ เป็น วิญญาณทางตา เพราะอาศัย ตาเห็น ตุ๊กตาตกแตก แล้วมีอวิชชา อยู่ในขณะนั้น คือ ไม่มีสติ เพราะว่า ไม่มีความรู้ เรื่องธรรมะเลย จึงเรียกว่า ไม่มีสติ และมีอวิชชาอยู่ ฉะนั้น จึงเกิดอำนาจ ปรุงแต่งวิญญาณ ที่จะเห็นรูปนี้ ไปในทาง ที่จะ เป็นทุกข์ ความประจวบของ ตากับรูป คือ ตุ๊กตา กับวิญญาณ ที่รู้นี้รวมกัน เรียกว่า ผัสสะ เดี๋ยวนี้ ผัสสะทางตา ได้เกิดขึ้นแก่เด็กคนนี้แล้ว จากผัสสะอันนี้ ถ้าจะพูดให้ละเอียดก็ว่า ได้เกิด นามรูป คือ ร่างกาย และ ใจของเด็กคนนี้ ขึ้นมา ชนิดที่ พร้อมสำหรับ ที่จะเป็นทุกข์

    นี่ขอให้รู้ว่า ตามธรรมดา ร่างกายจิตใจของเรา ไม่อยู่ในลักษณะ ที่จะเป็นทุกข์ จะต้องมีอวิชชา หรือ มีอะไรมาปรุงแต่ง ให้มันเปลี่ยน มาอยู่ในลักษณะ ที่มันอาจจะเป็นทุกข์ ดังนั้น จึงเรียกว่า นามรูป ก็พึ่งเกิดเดี๋ยวนี้ เฉพาะกรณีนี้ หมายความว่า มันปรุงแต่งวิญญาณ ด้วยอวิชชานี้ ขึ้นมากแล้ว วิญญาณนี้ ก็จะช่วยทำ ให้ร่างกาย กับจิตใจนี้ เปลี่ยนสภาพ ลุกขึ้นมา สำหรับทำหน้าที่ ที่พร้อม จะเป็นทุกข์ และ ในนามรูปชนิดนี้ ขณะนี้ จะเกิดมี อายตนะ อันพร้อมที่จะเป็นทุกข์ คือ ไม่หลับอยู่ตามปกติ แล้วมันก็มีผัสสะ ที่สมบูรณ์ พร้อมที่จะเป็นทุกข์ เฉพาะในกรณีนี้ แล้วมันก็มี เวทนา คือ ความรู้สึกเป็นทุกข์ แล้วเวทนา ที่เป็นความทุกข์นี้ ทำให้เกิด ตัณหา คือ อยาก ไปตาม อำนาจ ของความทุกข์ นั้น มี อุปาทาน ยึดมั่นว่า เป็นความทุกข์ของกู มันก็เกิด กู ขึ้นมา เรียกว่า ภพ แล้วเบิกบานเต็มที่ เรียกว่า ชาติ แล้ว มีความทุกข์ในเรื่อง ตุ๊กตาตกแตกนี้ คือ ร้องไห้ นั่นก็คือ สิ่งที่เรียกว่า อุปายาส แปลว่า ความเหี่ยวแห้งใจ อย่างยิ่ง

    ทีนี้ เรื่อง ชาติ นี้ มันมีความหมายกว้าง คือรวม ชรามรณะ อะไรไว้เสร็จ ถ้าไม่มีอวิชชา ก็จะไม่ถือว่า ตุ๊กตาแตก หรือ ตุ๊กตาตาย หรือ อะไรทำนองนั้น แล้วก็จะไม่มีทุกข์ แต่อย่างหนึ่ง เกิดขึ้นเลย เดี๋ยวนี้ ทุกข์มันเกิดเต็มที่เพราะว่า มันเกิดอุปาทานว่า ตัวกู ตุ๊กตาของกู แล้วตุ๊กตาก็แตกแล้ว แล้วก็ทำอะไรไม่ถูก เพราะมีอวิชชา ดังนั้น จึงร้องไห้ การร้องไห้ คือ อาการของความทุกข์ ขึ้นสูงสุดเต็มที่ ถึงที่สุดของ ปฏิจจสมุปบาท

    ตรงนี้ คนโดยมาก ฟังไม่เข้าใจ ในข้อลี้ลับ ของข้อที่ว่า ภาษาธรรมะ หรือ ภาษาปฏิจจสมุปบาท นี้ เขาไม่ได้ถือว่า คนได้เกิดอยู่แล้ว ตลอดเวลา หรือ ว่า นามรูป ได้เกิดอยู่แล้ว หรือ อายตนะ ได้เกิดอยู่แล้ว ถือว่า เท่ากับ ยังไม่ได้เกิด เพราะ มันยังไม่ได้ทำอะไร ตามหน้าที่ ต่อเมื่อ มีธรรมชาติ อันใดอันหนึ่ง มาปรุงแต่ง ให้มันทำหน้าที่ เมื่อนั้น จึงจะเรียกว่า เกิด เช่น ลูกตาของเรา เราก็ถือว่า มีอยู่แล้ว หรือ เกิดอยู่แล้ว แต่ตามทางธรรมะ ถือว่ายังมิได้เกิด จนกว่าเมื่อใด ตานั้นจะเห็นรูป ทำหน้าที่ การเห็นรูป จึงจะเรียกว่า ตาเกิดขึ้นมา แล้วรูปก็เกิดขึ้นมา แล้ววิญญาณทางตานั้น ก็เกิดขึ้นมา ๓ อย่างนี้ ช่วยกัน ทำให้ สิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ เกิดขึ้นมา แล้วผัสสะนี้ ทำให้เกิด เวทนา ตัณหา เรื่อยไป จนตลอดสาย

    ทีนี้ ถ้าว่าต่อมา เด็กคนนี้ เอาเรื่องตุ๊กตาแตก มานอนคิด แล้วมานอนร้องไห้ อยู่อีก นี่มันกลายเป็นเรื่องทาง มโนวิญญาณ ไม่ใช่ทาง จักขุวิญญาณแล้ว คือ เขานึกคิดขึ้นมา ถึงตุ๊กตาที่แตก ก็เป็นเรื่องความคิด ที่เป็น ธรรมารมณ์ แล้ว ธรรมารมณ์ กับ ใจสัมผัสกัน ทำให้เกิด มโนวิญญาณ รู้สึกถึงเรื่องที่ตุ๊กตาแตก นี้มันสร้างนามรูป คือ กายกับใจ ในขณะนั้น ให้เปลี่ยนปั๊บไปเป็น นามรูป ที่จะเป็น ที่ตั้งของอายตนะ ที่จะเป็นทุกข์ อายตนะนั้น ก็จะสร้างให้เกิด ผัสสะ ชนิดที่เป็น ที่ตั้งของความทุกข์ เกิดเวทนา ตัณหา อุปาทาน จนเป็นทุกข์ จนนอนร้องไห้ อยู่อีกครั้งหนึ่ง ทั้งที่ตุ๊กตามันแตก มาตั้งหลายวันแล้ว หรือ หลายอาทิตย์แล้ว ก็ได้ ความคิดที่ปรุงแต่ง ทะยอยกันอย่างนี้ เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท มีอยู่ในคน เป็นประจำวัน

    ตัวอย่าง ปฏิจจสมุปบาท ในชีวิตประจำวัน ๒

    ยกตัวอย่างอีกว่า นักเรียนคนหนึ่ง สอบไล่ตก นอนร้องไห้อยู่ หรือ สมมุติว่า เป็นลม เด็กคนนี้ ไปเห็นประกาศ ที่ติดอยู่ว่า ในบัญชีนั้น มีชื่อของตัวแสดงว่าตก สอบไล่ตก หรือไม่มีชื่อของตัว ก็แสดงว่า สอบไล่ตก เขาเห็นประกาศนั้นด้วยตา ประกาศนั้น มันมีความหมาย มันไม่ใช่รูปเฉยๆ มันเป็นรูป ที่มีความหมาย ที่บอกให้เขารู้ว่า อย่างไร สำหรับ เขานั้น เมื่อเห็นประกาศนี้ ด้วยตา มันเกิด จักษุวิญญาณ ชนิดที่จะทำให้ นามรูป คือ ร่างกายจิตใจตามปกติ ของเขา เปลี่ยนปั๊บไปเป็น ลักษณะอย่างอื่น คือ ลักษณะที่จะให้เกิด อายตนะ แล้ว ผัสสะที่จะเป็นทุกข์ อายตนะที่มีอยู่ตามปกตินั้น ไม่เป็นทุกข์ พอถูกปรุงแต่ง อย่างนี้ อายตนะนั้น มันจะต้องเป็นทุกข์ คือ จะช่วยไปในทาง ที่ให้เกิดความทุกข์ คือ มีผัสสะ เวทนา เรื่อยไปจนถึง ตัณหา อุปาทาน เป็นตัวกู สอบไล่ตกแล้ว เป็นลมล้มพับลงไป ในชั่วที่ตาเห็น ประกาศนั้น อึดใจหนึ่งเท่านั้น ก็เป็นลม ล้มลงไปแล้ว อย่างนี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ได้ทำงานไปแล้ว ตลอดสายทั้ง ๑๑ อาการ เขามีตัวกู ที่สอบไล่ตก เป็นทุกข์อย่างยิ่ง เป็นโทมนัสอย่างยิ่ง เป็น อุปายาส อย่างยิ่ง

    ทีนี้ ต่อมาหลายชั่วโมง หรืออีกสองสามวัน เขามานึกถึงเรื่องนี้ ก็ยังเป็นลมอีก อย่างนี้ มันก็มีอาการ อย่างเดียวกัน คือ เป็นปฏิจจสมุปบาท อย่างเดียวกัน แต่เดี๋ยวนี้ อาศัยทางมโนทวาร หรือ มโนวิญญาณ มีวิญญาณอย่างนี้ เกิดแล้วก็สร้างนามรูป ที่จะเป็นทุกข์ สร้างอายตนะ ที่จะเป็นทุกข์ สร้างผัสสะ เวทนาที่จะเป็นทุกข์ แล้วก็มีตัณหา มีอุปาทาน ปรุงเพื่อเป็นทุกข์ ไปตามลำดับแล้ว ก็ไปรุนแรงถึงขั้นสุด เมื่อเป็นชาติเป็น "ตัวกูสอบไล่ตก" อีกทีหนึ่ง

    ตัวอย่าง ปฏิจจสมุปบาท ในชีวิตประจำวัน ๓

    ตัวอย่างวงจรปฏิจจสมุปบาททางตา

    ทีนี้ ยกตัวอย่างอีกว่า นางสาวคนหนึ่ง เห็นแฟนของตัว ไปควงอยู่กับ ผู้หญิงคนอื่น นี่..ขออภัย พูดคำโสกโดก หยาบคายอย่างนี้บ้าง เพราะว่า เขาพูดกันอย่างนี้ มันก็มีหัวอกหัวใจ ร้อนเหมือนกับนรก เข้าไปอยู่ในนั้น สัก ๑๐ ขุม ภายในชั่วอึดใจเดียว หรือ ครึ่งอึดใจเท่านั้น หลังจาก ที่เห็น แฟนของเขา ไปควงกันอยู่กับ ผู้หญิงคนอื่น นี่หมายความว่า ตาของแก กระทบกับรูปนั้น รูปของแฟน ที่ควงอยู่กับ ผู้หญิงคนอื่นนั้น ฉะนั้น มันก็สร้างวิญญาณ คือ จักษุวิญญาณ ขึ้นมาในทันทีทันใดนั้น ก่อนหน้านี้ ไม่มีวิญญาณชนิดนี้ มีแต่วิญญาณ ที่ไม่ทำหน้าที่อะไร หรือ เรียกว่า ไม่ได้มี ทีนี้ วิญญาณชนิดนี้ กับรูปกับตานี้ รวมกันเป็นผัสสะ เมื่อตะกี้ ผัสสะไม่ได้มี เดี๋ยวนี้มีผัสสะ คือ การกระทบกัน ระหว่างตากับรูป เกิด จักษุวิญญาณ เมื่อผัสสะเกิดขึ้นแล้ว แล้วก็ทำให้มีเวทนา ตัณหา เรื่อยไป หรือว่า จะเอาละเอียด กระทั่งว่า พอวิญญาณ เกิดขึ้นแล้ว ก็เปลี่ยน ร่างกายและใจ นี้ ไปเป็นคนละชนิดเลย แล้วก็สร้าง อายตนะทางตา นั่นแหละ ให้มันพร้อมที่จะเป็นทุกข์ แล้วมันก็มีผัสสะ มีอะไรที่เป็นเวทนา เป็นตัณหา เป็นทุกข์ได้

    นี่พูดให้มันละเอียด มีเวทนาที่เป็นทุกข์ มีตัณหาดิ้นรน แล้วก็มี อุปาทานว่า กู! กู! ก!ู แย่แล้ว กูตายแล้ว กูอะไรอย่างนี้ นี่มันเป็นชาติ มันเป็นตัวกู ที่เป็นทุกข์ ตัวกูชนิดที่เป็นทุกข์ เกิดเป็นชาติขึ้นมา มันก็ต้องเป็นทุกข์ หรือว่าเพียงเป็นตัวกูเท่านั้น ก็ยึดถือชาตินี้ ให้เป็นความทุกข์ เป็นความสูญเสียของกู แล้วก็มีทุกข์ มีโทมนัส มีอุปายาส อย่างนี้คือ ปฎิจจสมุปบาทที่เต็มรูป เต็มสายทั้ง ๑๑ อาการ อยู่ที่หัวใจของเด็กหญิงคนนี้ นี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท สายนี้ รอบนี้ได้เกิดขึ้นทางตา

    ตัวอย่างวงจรปฏิจจสมุปบาททางหู

    ทีนี้ สมมติว่า นางสาวคนนี้ ถูกเพื่อนหลอก ที่จริงแฟนของเขา ไม่ได้ไปควงกับใครที่ไหน แต่เพื่อนด้วยกัน มันมาหลอกว่า แฟนของแก ไปควงอยู่กับ ผู้หญิงคนนั้น แล้วมันเชื่อ อย่างนี้เสียง ก็เข้ามาทางหู คือว่า เสียงกระทบหู เกิดโสตวิญญาณ ที่ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา เพราะปราศจากสติ วิญญาณนี้ ก็จะสร้างนามรูป คือ กายกับใจ ของเขา อันใหม่ทันที สำหรับที่จะมี อายตนะ ที่จะทำหน้าที่ ให้เป็นทุกข์ ในกรณีนี้ มีผัสสะสมบูรณ์ มีเวทนาเกิดขึ้น มาตรงตามเรื่องนั้น คือ ทุกขเวทนา มีตัณหาดิ้นรน มีอุปาทานยึดมั่น มีภพ เป็นตัวกูของกู เต็มที่ เป็นชาติ ของกู ที่มีความทุกข์ โทมนัส อุปายาส นี้เรียกว่า เขาเป็นทุกข์ ตามกฏเกณฑ์ ของปฏิจจสมุปบาท ครบถ้วน หากแต่ว่า ทางหู

    ตัวอย่างวงจรปฏิจจสมุปบาททางมโนทวาร

    ทีนี้ นางสาวคนนี้ อีกเหมือนกัน ต่อมา หลายชั่วโมงหลายวัน เขาเพียงแต่ เกิดนึกระแวง ขึ้นมาเองเท่านั้น ไม่มีใครมาบอก และไม่ได้เห็นด้วยตา แต่เขานึกระแวง ขึ้นในใจว่า แฟนของเขา ไปควงกับ ผู้หญิงอื่นแน่ เพราะเหตุอย่างนั้นๆ เขาสันนิษฐานอย่างนี้ ปฏิจจสมุปบาทก็เกิดขึ้น ทางมโนทวาร คือ ธรรมารมณ์ กระทบมโนเกิด มโนวิญญาณ มโนวิญญานนี้ ก็สร้างนามรูปใหม่ คือ เปลี่ยนนามรูป ร่างกายจิตใจเปล่าๆ ที่ไม่ทำอะไร ให้เป็น ร่างกายและใจ ที่มันจะเป็นทุกข์ขึ้น จากนามรูปนี้ ก็สร้างอายตนะ ที่ทำให้เป็นทุกข์ สร้างผัสสะที่จะทำให้เป็นทุกข์ สร้างเวทนาที่จะทำให้เป็นทุกข์ แล้วก็มีตัณหา ดิ้นรนตามเวทนานั้น มีอุปาทานยึดมั่น แล้วมันก็เป็นทุกข์ อย่างเดียวกันอีก นี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทตอนนี้ ของนางสาว คนเดียวกันนี้ อาศัยมโนวิญญาณ เมื่อเขาเห็นด้วยตา ปฏิจจสมุปบาท ของเขา ก็อาศัยจักขุวิญญาณ เมื่อเขาได้ฟัง เพื่อนหลอก ไม่ใช่เรื่องจริง เขาก็อาศัยโสตวิญญาณ เมื่อเขาระแวงเอาเอง เขาอาศัยมโนวิญญาณ นี่แสดงว่า มันอาจจะอาศัย อายตนะอื่นๆ ก็ได้ แล้วก็มีความทุกข์ ได้เหมือนกัน

    ขอให้คิดดูว่า ชั่วแว่บเดียวเท่านั้น ปฏิจจสมุปบาท ก็เป็นไปครบวงจร ที่จะเป็นทุกข์ เป็นไปเต็มรอบ หรือสายหนึ่ง ครบทั้ง ๑๑ อาการ หรือว่า ชั่วขณะที่ลูกสะใภ้ เห็นหน้าแม่ผัว อึดอัดร้อนรนใจอยู่นี้ ชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น ปฏิจจสมุปบาท ก็เป็นไปครบทั้ง ๑๑ อาการ เขาก็เห็นด้วยตาแล้ว ก็สร้างจักขุวิญญาณ ชนิดที่เปลี่ยนนามรูป นี้มาเป็นนามรูป ที่พร้อมที่จะเป็นทุกข์ สร้างอายตนะ ที่จะเป็นทุกข์ สร้างผัสสะที่จะเป็นทุกข์ เวทนาเกิดขึ้น ก็เป็นทุกขเวทนา ตัณหาก็ดิ้นรน เพราะไม่ชอบหน้าแม่ผัว มันก็มีอุปาทาน เป็นภพ เป็นชาติ เป็นตัวกู ที่เกลียดหน้าแม่ผัว แล้วก็เป็นทุกข์ นี่มันเสียเวลา กันมากสักหน่อย ในเรื่องนี้ ขอให้ทนฟัง

    ทีนี้ จะไม่พูดถึง คนนั้นคนนี้ แต่จะพูดว่า ใครคนใดคนหนึ่ง กำลังเคี้ยวอาหาร อย่างเอร็ดอร่อย อยู่ในปาก กินของเอร็ดอร่อยนั้น คนธรรมดา ต้องขาดสติเสมอ ต้องเผลอสติ ต้องมีอวิชชา ครอบงำเสมอ ขอให้เข้าใจไว้อย่างนี้ เมื่อกำลังกิน อะไรอร่อยที่สุดนี้ มันเป็นเวลา ที่เผลอสติ เพราะความอร่อย มี อวิชชา ผสมอยู่ด้วยเสร็จ ทีนี้ ความคิดของมัน ที่อร่อยทางลิ้นนี้ เป็นปฏิจจสมุปบาทเต็มรอบ อยู่แล้ว โดยลักษณะอย่างเดียวกัน รสกระทบกับลิ้น เกิด ชิวหาวิญญาณ สร้างนามรูปใหม่ขึ้นมา สำหรับจะเป็ฯทุกข์ หรือ เปลี่ยนนามรูปธรรมดานี้ ขึ้นมาเป็น นามรูปใหม่ ที่จะเป็นทุกข์ นี่ นามรูป เกิด แล้วก็เกิด อายตนะ ที่พร้อม ที่จะให้มันเกิด ผัสสะ และเวทนา ชนิดที่จะเป็น ทุกขเวทนา เกี่ยวกับกรณีนี้ หรือเป็น สุขเวทนา เกี่ยวกับกรณีนี้ ถ้าอร่อยมันเป็นสุข ตามภาษาชาวบ้านพูด แต่พอไปยึดถือ ความอร่อยเข้าเท่านั้น เป็นอุปาทาน ก็กลายไปในทาง ที่จะเป็นทุกข์ เพราะ หวงในความอร่อย แล้วความอร่อย หรือความสุขนั้น ก็กลายเป็นทุกข์ ขึ้นมาทันที นี่กูอร่อย! กูมีความสุข! กูว่ามีความสุขก็จริง แต่ว่าหัวใจ มันเป็นทาสของความสุข เพราะร้อน เพราะ ยึดมั่นในความสุข นั้น นี่แยบยล ของปฏิจจสมุปบาท มันลึกซึ้งไปอย่างนี้ ถ้าชาวบ้านพูดก็ว่า เป็นสุข ถ้าปฏิจจสมุปบาท พูดก็กลายเป็น ตัวทุกข์ นี้ส่วนที่เขาอร่อย มันก็เกิดเป็น ปฏิจจสมุปบาท เสร็จไปเต็มรอบแล้ว

    ทีนี้ มันยังมีต่อไปว่า เพราะเขากินอร่อย นั่นแหละ เขาจึงคิดว่า พรุ่งนี้ กูจะไปขโมยมากินอีก เขาเกิดเป็นโจร ขึ้นมาในขณะนั้น นี้คิดจะขโมย ก็มีความคิดอย่างโจร เกิดขึ้น ก็กลายเป็นโจร สมมติว่า มันไปขโมยทุเรียน ของสวนข้างบ้าน มากินอร่อย แล้วคิดว่า พรุ่งนี้ กูจะไปขโมยอีก ความคิดเป็นโจร หรือ กลายเป็นโจร เป็นภพๆหนึ่ง เกิดขึ้นในใจ หรือว่า ถ้ามันกินเนื้อสัตว์อร่อย พรุ่งนี้จะไปยิง ไปฆ่ามากินอีก นี้ มันก็เกิดเป็น นายพรานขึ้นมา หรือแม้แต่ว่า มันหลงอร่อยจริง อร่อยจัง มันก็เกิดเป็นเทวดา ที่กลุ้มอยู่ ด้วยความอร่อย หรือ ถ้ามันอร่อย ถึงขนาดที่ว่า ปากเคี้ยวไม่ทันใจอยาก นี้มันเป็นเปรต เพราะ มันอร่อย จนปากเคี้ยวไม่ทัน ไม่ทันกับ ความอร่อยของมัน

    ลองคิดดูเถิดว่า ชั่วแต่เคี้ยวอาหาร อร่อยในปากนี้ ยังเป็นปฏิจจสมุปบาท ได้หลายชนิด ฉะนั้น ขอให้สังเกต ให้ดีๆ ว่า ปฏิจจสมุปบาทนี้ คือ เรื่องวงจรของความทุกข์ ปฏิจจสมุปบาทนี้ คือ การบรรยาย ให้ทราบถึงความทุกข์ ที่เกิดขึ้นมาเต็มรูป เพราะ อำนาจความยึดถือ ต้องมีอุปาทาน ความยึดถือด้วย จึงจะเป็นความทุกข์ ตามความหมาย ของปฏิจจสมุปบาท ถ้ายังไม่ทันยึดถือ แม้จะมีความทุกข์อย่างไร ก็ไม่ใช่ความทุกข์ ในปฏิจจสมุปบาท

    ความทุกข์ ในปฏิจจสมุปบาท ต้องอาศัยความยึดถือเสมอไป เหมือนอย่างชาวนา ตากแดดตากลม ดำนาอยู่ในทุ่งนา ร้อนเหลือเกิน แต่ถ้าไม่เกิดความยึดถือแล้ว ที่เรียกว่า "ร้อนเหลือเกิน" นั้น มันเป็นความทุกข์ตามธรรมดา ยังไม่ใช่ความทุกข์ ในปฏิจจสมุปบาท ถ้าความทุกข์ ในปฏิจจสมุปบาท มันต้องยึดถือถึงกับกระวนกระวาย เกี่ยวกับ "ตัวกู" ถึงกับน้อยใจว่า กูเกิดมาเป็นชาวนา เป็นเวรเป็นกรรม ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ ถ้าคิดไปถึงอย่างนี้แล้ว อย่างนี้เป็นทุกข์ ตามแบบปฏิจจสมุปบาท ถ้ามันร้อนจนแสบหลังเฉยๆ รู้สึกว่าร้อน รู้สึกว่าอะไรอย่างนี้ ไม่ได้ยึดถือถึงขนาดเป็นตัวกูขึ้นมาอย่างนี้ ยังไม่ใช่ความทุกข์ ตามแบบของปฏิจจสมุปบาท

    ฉะนั้น ขอให้สังเกตให้ดี แล้วแยกกัน เสียตอนนี้ว่า ถ้าความทุกข์ ที่ถูกยึดถือ เป็นทุกข์ที่สมบูรณ์แล้ว เป็นทุกข์ในปฏิจจสมุปบาท อย่างสมมติว่า เราทำมีดที่คมๆ บาดมือ เช่น มีดโกนบาดมือ เลือดไหลแดงร่า รู้สึกว่า เจ็บเท่านั้น แต่ ยังไม่ถึงกับ ยึดถือ ก็ไม่ถึงกับ เป็นทุกข์ อย่างปฏิจจสมุปบาท อย่าเอาไปปนกันเสีย ความทุกข์ ในปฏิจจสมุปบาท ต้องไปจาก อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ เสมอไป มันต้องครบอย่างนี้ จึงจะเรียกว่า เป็นความทุกข์ ตามแบบ ปฏิจจสมุปบาท

    ทีนี้ ถ้าพูดเป็นหลักสั้นๆ ผู้ที่เรียน ธัมมะธัมโม มาแล้ว อาจจะเข้าใจว่า อายตนะภายใน ได้พบกันกับ อายตนะภายนอก ที่มีค่า หรือมีความหมาย อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วเป็น ที่ตั้งแห่งอวิชชา ยกตัวอย่างทางตา เช่น ทอดสายตาไปอย่างนี้ ก็เห็นต้นไม้ เห็นก้อนหิน เห็นอะไรก็ตามแต่ ไม่มีความทุกข์เลย เพราะว่า สิ่งที่เห็นนั้นยังไม่มีค่า ไม่มีความหมาย สำหรับเรา แต่ถ้าเราเห็นเสือ หรือว่า เห็นอะไร ที่มันมีความหมาย เห็นผู้หญิงหรือว่า เห็นอะไรที่มีความหมาย นี้มันผิดกัน เพราะ อย่างหนึ่งมีความหมาย อย่างหนึ่งไม่มีความหมาย หรือว่า ถ้าสุนัขตัวผู้ เห็นผู้หญิงสาวสวยๆ มันก็ไม่มีความหมาย แต่ถ้าเป็นชายหนุ่ม เห็นหญิงสาวสวยๆ นี้มันมีความหมาย คือผู้หญิงนั้น มีความหมาย สำหรับเขา ฉะนั้น การเห็นของสุนัข ไม่อยู่ใน เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท แต่การเห็น ของชายหนุ่มนั้น อยู่ในเรื่องของ ปฏิจจสมุปบาท

    เดี๋ยวนี้ เรากำลังพูดถึงคน คนเป็นผู้เห็น พอทอดสายตา ไปเห็นอะไร ตามธรรมดานี้ แต่ไม่เกิดความหมาย อย่างนี้ ยังไม่มีเรื่องของ ปฏิจจสมุปบาท เหลือบตาไปดูซิ รอบๆนี้ มีต้นไม้ มีหญ้า มีก้อนหิน ไม่มีความหมาย อะไรเลย เว้นไว้แต่ เป็นกรณี ที่มีความหมาย เช่น เมื่อมันเป็นเพชร ขึ้นมา หรือเป็น ก้อนหินศักดิ์สิทธิ์ อะไรขึ้นมา อย่างเป็น ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ขึ้นมา มันจึงจะมีความหมาย แล้วมันจึง จะเกิดเรื่อง ในจิตใจ แล้วมันจึง จะเป็น ปฏิจจสมุปบาท เพราะฉะนั้น เราจึงจำกัดความ ลงไปว่า อายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบกับ อายตนะภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ต้องเป็นสิ่งที่ มีความหมาย ด้วยแล้ว เป็นที่ตั้งแห่ง อวิชชา คือ เป็นที่ตั้ง แห่งความโง่ ความหลง ด้วย

    เมื่อนั้นแหละ การกระทบ ระหว่าง อายตนะภายใน กับ อายตนะภายนอก จึงจะทำให้เกิด วิญญาณ วิญญาณที่สร้างขึ้นมา ปุ๊บเดียว จากการกระทบนี้ แล้วมันก็จะเกิด สังขาร คือ อำนาจอีกอันหนึ่ง ที่จะปรุงแต่ง ต่อไปอีก หมายความว่า ปรุงแต่ง นามรูป คือ กาย กับใจ ของผู้เห็นนี้ ให้เปลี่ยนเป็น กายกับใจ ชนิดที่บ้า ขึ้นมาทันที หรือมันโง่ ขึ้นมาทันที คือ มันพร้อมที่จะเป็นทุกข์ เมื่อร่างกายจิตใจเปลี่ยน ก็หมายความว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้มันก็เปลี่ยนไปด้วย เป็นอายตนะที่จะ "บ้า" ด้วยกัน แล้วมันก็เกิด ผัสสะ ที่บ้า เวทนาที่บ้า ตัณหา อุปาทาน ที่บ้า จนได้เป็นทุกข์ ไปจบลงที่เป็นตัวกูที่ ชาติ ตัวกูเต็มที่ที่คำว่า ชาติ ทีนี้ ความแก่ ความเจ็บ ความไข้ ความตาย ความทุกข์อะไร มันก็เกิดเป็น สิ่งที่มีความหมาย ขึ้นมาทันที เพราะว่ามัน ยึดถือ และยึดถือว่า ของกู นี่คือ เรื่องปฏิจจสมุปบาท ที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน

    เอกสารอ้างอิง

    http://www.vimokkha.com/paticcat.htm

    www.nkgen.com/

    www.buddhadasa.com/patija/patijasample3.html