September 30
วันนี้ออนเอ็มนานสุด
ไปสอบที่ มอ ราม บางนา เป็นครั้งแรก
เป็นวันที่ดีใจสุด
และ เศร้าสุดๆ
โล่ง PSY ไปหนึ่งตัว
พรุ่งนี้ก็เช้านะ
ก่อนไปสอบ ฝันว่ามีคนมาจ่อปืนที่หัว ไล่มาที่หู ภาพมันเหมือนจริงๆมากๆ
จนเราเพ้อ "เรารักเธอนะ" แต่คนที่เป็นแฟนเราก็กล้าฆ่าเรา
หรือเรากำลังโดนลงทันณ์
ไม่อยากตายแบบนี้
มันก็แค่ความฝัน (ซินะ)
แล้วก็ลุกไปแต่งตัว ไปหาแบงค์ที่ฟิว
เมื่อวานปวดหลัง พอยืดแขนสุด ดันปวดหลัง นอนก็ปวดหลัง
กว่าจะได้นอนก็ตี สาม
ถ้ามีคนเอาปืนมาจี้หัวเราจริงๆละ แต่คนๆนั้นเป็นคนแปลกหน้าเราจะกลัวไหม
เรากลัวคนแปลกหน้า หรือ เรากลัวการตาย หรือ เรากลัวเสียงปืน
หรือ เรากลัวว่าคนแปลกหน้าคนนั้น คือ ตัวเราที่กำลังฆ่าตัวตาย
September 26
เมื่อวานไฟที่หอดับไปสองชั่วโมงครึ่ง
อารมณ์แบบเพิ่งอิ่มจากไปเลี้ยงน้องก็นอนกลิ้งบนเตียงหลับไปสักพักก็มีคนกรี๊ดวิ่งๆอยู่หน้าห้อง
กูก็รู้ว่าไฟดับ
แต่พวกมึงจะวิ่งทำพรือ?
จะนอนต่อก็ไม่ได้
เพราะแม่งกรี๊ดผู้ชายหอตรงข้าม
น่ารำคาญมาก
เลยออกไปกรี๊ดตามมัน (ฮา)
คนอื่นมันตื่นตระหนกกันเกินเหตุมากๆ
หรือ “กูแมนไป”
-_- สาดดดดด
พูดถึงเรื่อง
”แมนไป” ไอ้นุ่นแม่งมาบอกว่า
วันนั้น ไปถ่ายเอกสาร อยู่ๆมีรุ่นพี่ผู้หญิงมาถามว่า
น้องมีพี่สาวเรียนอยู่นี้ใช่เปล่า ไอ้นุ่นก็บอกว่าใช่
แล้วรุ่นน้องคนนั้นก็บอกไอ้นุ่นว่า
“พี่ชอบพี่น้องนะ...แบบว่าพี่เค้าเป็นทอมน่ารักดีเนอะ”
ขนลุกสัด~ ชอบพี่ได้แต่พี่เป็นของน้องไม่ได้นะเออ
พี่ชอบผู้ชายยย ตี๋ๆ ขาวๆ ใส่แว่น หุ่นน่ากอด พูดเก่งๆน่าจูบ~
ปลื้มปิติปรีชากันไป ขายออกแล้ววววววว
โทรไปฟ่อกับไอ้แบงค์ แม่งเล่นเกมส์อยู่สาดดด สนุกเลยนะมึง เห็นว่าสอบพร้อมกูนะเมิง
เห้อ กูไม่ใช่ทอมอ่ะ หรือให้กูไปกระโดดจูบปากผู้ชายเพื่อยืนยันความต้องการทางสถานะกูเหมือนเดิม
ปล. เมื่อวานก่อน
กะจะลบเบอร์ที่โทรไม่ติด ก็เจอเบอร์น้อง ก็กะจะลบแล้ว
แต่ ก็อดไม่ได้ที่จะลองโทรไปหาอีกครั้ง ผลสรุป
น้องยังไม่เลิกใช้เบอร์นั้นจริงๆด้วย
ไหนว่าไปต่างประเทศ แล้วจะเลิกใช้งัย
เพลงรอสายยังเพลงเดิมเลย แต่ก็นะ
เราก็ลบเบอร์น้องอยู่ดีแหล่ะ
ตี๋ ขาว ใส่แว่น อยู่ไหนกัน? September 25
รูมเมทกำลังทะเลาะกับแฟน(เพื่อนตูเองแหล่ะ
วู้ห้องนี้มันรวมเด็กสวนนิ ต้องค่อยดูสถานการณ์)
เปิดแต่เพลงเศร้าๆ เห้อ
“กูอยากได้เมีย ไม่ใช่อยากได้เพื่อน” ---หนังความสั้นจำแต่รักฉันยาว
เพียงแต่ เราต้องกลับไปคิด ถ้าวันหนึ่งเราทำของบ้างอย่างหายไป เราจะเสียใจหรือคิดว่าไม่เป็นไร
ความรักนี้มัน ยากเย็นจริงๆ ถ้ากูมีลูกจะเลี้ยงยังงัย ให้เขาเข้าใจความรัก และ
แยกแยะสิ่งต่างๆได้
ยากเนอะในสังคม
เรื่องบ้างอย่างก็แปลก แปลกแต่ก็จริง
พอมาอยู่มหาลัย ความห่างเหินกับผู้ชายก็มากขึ้นแล้วยังงี้จะหาแฟนได้ไหมหว้า
อีกห้าปี กูโสดสนิทแน่ๆเลย อ๊าๆๆๆๆๆ ชีวิตแม่งโสดดดดดดด ยาวนาน
สงสัยกำลังหิวข้าวหลังจากดูกระทู้พี่บาส http://www.suanboard.net/view.php?p=view&kid=58698
ใจเลยว้าวุ่นยิ่งหนัก อยากจะกินหมดเป็นมื้อละหมื่นๆแบบพี่เขา นี้คงเจ๋งไปเลยเนอะ
แต่ตอนนี้เราแค่อยากไปกินหมูกระทะอยุ่ที่บ้านว่ะ อยากก๊งเหล้ากะพ่อ ไล่เตะอีนุ่น
บ่นกะแม่
พูดจริงๆนะ อยากไปกินข้าวกับบ้านแบบไม่ต้องออกเงินเองอ่ะ เอาให้อิ่มให้อ้วกเลย
แล้ววันเสาร์กลับมาอ่านหนังสือต่อ
ปัดโถ่~
ชีวิตช่างเพ้อ
-_- หรือทำตัวไปแดกไอโดมอนคนเดียวดีกว่า
สักวันดีไหมนะ
เอามันให้อิ่มสะใจไปเลยยยยยย เห้อๆ
อ่อ สำหรับการปักธง ก็สำเร็จลุล่วง ตลาดก็มีที่ให้เช่าหนัง ฮ่าๆ
เดี๊ยวสักพักต้องปั่นจักรยานเอาหนังไปคืน
คราวหน้าจะเอาตังค์ไปเยอะๆ ไปตะลุยดะกินสะให้หมดเลย เอาไปเผื่อเช่าหนังด้วย
สำหรับการทำข้อสอบ
ก็เรียบร้อยไปแล้ว
เพื่อนตกตะลึงว่าทำไมมึงทำได้ สาดดดดดด เขียนซะคล่องเลย
ก็กูเตรียมตัวมาก่อนนิ เช่าหนังมา มาลองทำแนวข้อสอบอาจารย์
โพสลงบล็อก นอนตอนตีห้า เข้าเรียนสายนิหน่อย
โครตจะพยายาม ไม่ได้ก็ไปตายไป๊
ฟราย
อย่าโง่ไปตายจริงนะไอ้สัดดดด กูไม่หิวกระเพาะปลา ไม่แดกข้าวต้ม
กูจะออเร็นเต่ว หรูสัด อิอิ
อ่อใช่
ไอ้แบงค์โทรมาเรื่องนัดไปสอบ ไอ้เบ้ก็สอบทีเดียวกัน แต่เบ้มันเครียดๆเนอะ
โทรหาพ่อกะแม่ ก็ไม่รับ ป้าก็ไม่รับ
โอ้วุ้ย!
-_-แต่จะว่าไปเราก็ไม่ค่อยได้รับสายอ่ะนะ
ตัดสินใจ
พรุ่งนี้ไปกินไดโดมอน T^T หรือจะกินบุฟเฟ่อาหารไทยดีว่ะ หนูอยากอิ่ม!
หรือปั่นจักรยานไปกินแจ๋วฮ่อนดี
มีแต่เรื่องของกิน
อ่านหนังสือไม่ไหวแหล่ะ T-T
หิวง่ะ หิว ถ้านี้ไม่ใช่นครนายก คงแรดออกไปน้ำตก ซกเล็กแล้วล่ะ (แดกเหล้า
อันนี้ปัจจัยรอง)
ปล. หรือความรักทำกูหิว สาดดดด พวกมึงเลิกๆไปเห้อ กูหิว ว่ะฮาฮ่าฮา
September 24
TOKYO SONAYA (วันที่หัวใจซ่อนเจ็บ)
เนื้อย่อ
ครอบครัวชาวญี่ปุ่น มีลูกชายสองคน
ลูกคนเล็กอยู่ประถมกำลังจะเข้ามัธยม ลูกคนโตเรียนมหาวิทยาลัย
พ่อผู้เป็นพนักงานฝ่ายบุคลากร แม่ที่ต้องอยู่บ้านแบกรับปัญหาของครอบครัว
วันหนึ่งที่พ่อโดนไล่ออกจากงาน บทบาทและความเชื่อของคนเป็นพ่อที่ต้องปกป้องและปกครอง
ต้องรักษาความเชื่อใจ เขาเลือกที่จะปิดบังภรรยาว่าเค้าไม่ได้ตกงาน
ในช่วงเวลานั้นเขาได้พบเจอเพื่อนเก่าที่มีปัญหาตกงานเช่นกัน
เพื่อนเก่าของเขาก็พยายามที่จะทำตัวเป็นปกติเพื่อครอบครัวของเขา
และเขาก็เริ่มเชื่อเพื่อนของเขาว่าการที่เขาทำชีวิตให้ปกติเหมือนเดิม
คือสิ่งที่ถูก
ขณะเดียวกันลูกชายคนโตที่ตัดสินใจ ไปเกณฑ์ทหารสหรัฐอเมริกา
ซึ่งขัดกับความหวังของพ่อ
ที่เขาเชื่อว่า บทบาทของพ่อ คือ ปกป้องและให้ทุกๆคนมีความสุข
แต่ในความคิดของลูกชายก็เป็นความคิดของคนสมัยส่วนใหญ่ที่เชื่อ
ว่าสหรัฐอเมริการทำถูกต้อง และสนับสนุน
ลูกคนเล็กที่มีปัญหากับอาจารย์ เขาเลือกที่จะหลีกหนีสังคมที่เป็นอยู่
ไปสู่การเล่นเปียโนแต่นั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่พ่อต้องการ
โดยที่เขาเองก็ไม่เคยได้รับเหตุผลจากพ่อว่า “ทำไมห้าม”
ในขณะเดียวกันแม่ที่เข้าใจเหตุการณ์ทุกๆอย่างที่เกิดขึ้นกับครอบครัว
-----------------------------------------------------------------------------------------------------
บทวิเคราะห์
หนังเรื่องนี้ เช่ามาด้วยความที่จะลองทำข้อสอบอาจารย์ที่สอน introduction
to mental health
ฉะนั้นแนววิเคราะห์จะไม่ฮา---ไม่ฮะฮะ ฮาฮ่า และเหะ เหะ อิอิ อึคึกๆ ก็ไม่ต้อง
ขออภัยพระยะโทษไว้ ณ ที่นี้
หนังเริ่มต้นด้วยปัญหาใหญ่ของครอบครัว
เมื่อเสาหลักของครอบครัวกลายเป็นเพียงคนตกงาน
ด้วยสภาพสังคมญี่ปุ่นแล้ว ที่เชื่อมั่นในบทบาทของผู้นำครอบครัว
จะทำให้เสียการปกครองและสภาพครอบครัว
พ่อ แสดงให้เห็น Defense Mechanism อย่างชัดเจน
ตั้งแต่ ผู้จัดการเข้าไปคุยเรื่องหน้าที่การงานว่าเขาเองมีคุณสมบัติพอต่อบริษัทหรือไม่
และเขาเองก็เป็นผู้ที่เลือก แบบPrimitive Adjustment
ซึ่งเป็นการปรับตัวแบบดั้งเดิม
ปราศจากศิลปะ คือ ถอย
จากจุดเริ่มต้นนั้น ทำให้เขาเกิดกระบวนการปรับตัวแบบรู้ตัว Conscious Attempt
of Adjustment
และไม่รู้ตัว Unconscious Attempt
of Adjustment
ที่เพิ่มความพยายามหางานแต่ก็ยังไม่ได้งานแบบที่ดีเท่างานเก่า
เกิดความคับข้องใจ เป็นความคิดขัดแย้ง
พยายามหาทางออก “กลไกทางจิต” หรือ Mental Mechanism or Self-Defense Mechanisms
ซึ่งในหนังแสดงพฤติกรรมให้เห็นในลักษณะ Non-Integrative
Adjustment จนเมื่อเนื้อเรื่องได้
พาให้เขาได้พบเจอเพื่อนเก่าอีกครั้ง ที่ตกงาน อีกทั้งทัศนคติเกี่ยวกับครอบครัวเป็นแบบเดียวกัน
จึงทำให้เขาเลือกลองปรับปัญหา จากตัวเองค่อยๆหางานทำไปเรื่อย
สิ่งแวดล้อมก็ให้เงินเดือนภรรยาเหมือนเดิม เวลาการกลับก็ทำให้เป็นปกติ
พ่อ เป็น Gross Stress Situation หรือ ความปรวนแปรทางอารมณ์ รุนแรงและรวดเร็ว
เห็นได้จากผวา การฝันร้ายจนสีหน้าบูดเบี้ยว โดยปัญหาหลักๆของพ่อ
เกิดจากความคับข้องใจ Frustration
จากระบบการทำงานในบริษัท การคัดเลือกเข้าทำงาน
ด้วยความปรารถนา ความต้องการ แรงจูงใจ จิตใจที่เป็นอุปสรรคขัดขวางบุคคล
ขาดความเชื่อมั่น ความเป็นตัวตน การถูกตีกรอบ รวมทั้งความรู้สึกต่อครอบครัว
สิ่งที่เห็นในหนังชัดเจนเกี่ยวกับ Defense Mechanism ของ พ่อ คือ
- Withdrawal การถอยหนี
โดยแอบเข้าบ้านทางประตูหลังเพื่อหลีกเลี่ยงการเจอภรรยา
- Denial of Reality ปฎิเสธความจริงเกี่ยวกับการไม่มีงานทำ
- Identification การที่พ่อเลือกจะลอกเลียนแบบพฤติกรรมจากเพื่อนเก่าพ่อ
- Reaction formation
การเลือกทำสิ่งตรงกันข้ามของพ่อ
- Rationalization หาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง
แบบ Sour Grape ที่ว่าบริษัทไม่รับเขาเข้าทำงาน
- Aggression การก้าวร้าวแบบ Direct
Aggression
เพื่อนเก่าพ่อ ก็ Projection บริษัทไป พูดถึงเรือที่จะพาเราไป เรือที่ทำให้รอด
Day Dreaming และ Intellectualization
แก่พ่อในหนัง ให้เชื่ออย่างที่เขาเป็น
แต่คนที่น่าสงสารในเรื่องคือ
แม่ เหมือนลูกคนโตว่า “แม่น่าจะหย่า แล้วเริ่มต้นใหม่”
เพราะครอบครัวนี้เลี้ยงลูก ประเภท Authoritarian
ทำลูกเกิดความสับสน ขาดความเชื่อมั่น เกิดปัญหาการติดต่อ สื่อสารกับผู้อื่น
ซึ่งหนังสื่อถึง ปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตด้านสิ่งแวดล้อม คือ ครอบครัวของพวกเขาเอง
ที่ว่าน่าสงสาร
เพราะเห็นได้ชัดเลยว่า แม่เป็น Schizophrenia เข้าข่าย Simple Type
อ้างอิงจากอาการของแม่
- ฉากแม่ Panic
- ฉากแม่เห็นแสงสว่าง
- ฉากที่แม่ค้างมือในอากาศ
- ฉากแม่เพ้อๆ ลอยๆ
- ฉากแม่เห็นเรือ เห็นเกาะ แต่โจรไม่เห็น
-
ฉากแม่ที่ทะเล เห็นแสงสว่างกลางทะเล
- ฉากแม่กลับบ้าน
- ฉากแม่สมยอม (ขัดขืนเล็กน้อย ไม่มั้ง หรือเร้าอารมณ์ไปงัน
งงๆ)กับโจร เป็นความคิดแตกแยกกับศีลธรรม
พูดถึงลูกคนเล็ก
ยังที่กล่าวไปตอนแรก ประเภท Authoritarian มีปัญหาในการสื่อสารกับผู้อื่น
ไปมีเรื่องกับอาจารย์ทั้งที่เรื่องมันก็เป็นเรื่องจริง ความไม่ยุติธรรม
การไร้เหตุผลของอาจารย์แล้วโดนเด็กย้อน
กลายเป็นฮีโร่ในสายตาเพื่อน ที่ทำให้หลุดพ้นจากการปกครอง
เพราะ อาจารย์เองก็อ่านการ์ตูน แต่ด่าว่า การ์ตูนไร้สาระ (Reaction
formation ชัดๆ)
แต่เขาก็เข้าไปเคลียร์กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับอาจารย์ว่าเขาเองก็ไม่สมควรแต่อาจารย์บอกเพียงว่า
เราจะมีพื้นที่ที่จะไม่ยุ่งเกี่ยว
ซึ่งมันไม่ใช่การแก้ปัญหาอย่างแท้จริง เพราะ ในมุมมองของเด็ก
ต้องการเพียงความยุติธรรมที่จะตัดสินว่าใครผิด
ทำให้เขาเลือกจะหลีกหนีสังคม ไม่ค่อยพูดจา ไม่สนุกไปกับเพื่อนๆ จนเขาไปเจอกับอาจารย์สอนเปียโนนี่นี้นั้นเอง
ลูกคนเล็กนี้ก็ Defense Mechanism เช่นกัน
เป็นประเภท Substitution แบบ Compensation สร้างปมเด่นใหม่เพื่อกลบเกลื่อนปมเก่า
พรสวรรค์การเล่นเปียโน ก็ค้นพบ แต่ก็ถูกพ่อห้าม พ่อเองก็ใช้ลูกเป็น Scapegoat
ยังนี้พ่อก็เข้าประเภทนี้อีก
- Aggression การก้าวร้าวแบบ
Indirect Aggression หาสิ่งแทนที่แล้วกระทำ
Displacement
ส่วนคนโต
ผมยาว ไม่หล่ออ่ะ แต่เกรียนๆนี้เท่มากๆอ่ะ น่าคลอเคลีย อร๊ายยยยย---ไหนว่าจะไม่แรด
จะว่าไปก็เกี่ยวกับมุมมองระหว่างณี่ปุ่น กับ สหรัฐอเมริกา (มีจีนด้วย
แต่เป็นประเด็นเศรษฐกิจ)
ที่ว่า สหรัฐทำให้ญี่ปุ่นมีวันนี้
ต้องช่วยเค้าทำนู้นนี้ไปสะทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของเรา
(เหตุผลเดียวกับประเทศเทยเลยทีเดียว)
Defense Mechanism
เหมือนเหล้า
คนติดหนัก อย่างเพื่อนพ่อ ก็ทำให้ครอบครัวนั้นต้องแตกสลายไป
ด้วยการฆ่าตัวตายด้วยการรมควันกะเมีย เหลือเพียงลูก ซึ่งเป็นภาพตำตาพ่อมากๆ
ตัดทิฐิตัวเองลง เพื่อจะทำงานอะไรก็ได้เพื่อคงสภาพครอบครัวไว้
จนเรื่องราวสู่จุดไคลแมก
โจรมาปล้นบ้านที่ทำอะไรก็ไม่เคยสำเร็จ แต่เพราะบ้านนี้ไม่มีเงิน การปล้นครั้งนี้เลยไม่สำเร็จ
มีดที่จี้คอคนเป็นแม่ให้เป็นตัวประกันขับรถไปส่ง ซึ่งรถคันนั้นเป็นรถแบบเดียวที่แม่สนใจเป็นทุนเดิม
บวกกับไปเจอสภาพของพ่อวิ่งเข้ามาเจอกัน ทำให้แม่หนีไปกับโจรและสมยอม
เพราะหวังจะเริ่มชีวิตใหม่ กับ สิ่งใหม่ๆ
หนังเองนอกจากจะเกี่ยวกับ Adjustment & Defense Mechanism
ยังสอดคล้องกับสภาพครอบครัว เมื่อพ่อแม่แยกทาง ละทิ้งบทบาทในครอบครัว สังคมเกิดปัญหา
ลูกเองก็มีปัญหาก็ไม่กลับบ้าน
อยากจะหนีแต่หนีไม่ได้
โดนจับเข้าคุกเพราะไม่มีเงินจ่ายค่ารถ ตำรวจถามไม่ยอมบอกว่าพ่อแม่บ้านอยู่ไหน จนต้องอยู่ในคุก
ดีที่ว่าคนแจ้งความไม่เอาเรื่อง เลยกลับมาบ้านและรอคอยการกลับมา
ดีที่แม่เลือกจะกลับบ้าน
ดีที่พ่อเองก็เลือกที่จะเอาเงินที่เจอไปลงกล่องแล้วกลับบ้าน
ดีที่สงครามจะยุติและอีกไม่ช้า ลูกคนโตก็จะกลับมาจากอเมริกา
สุดท้าย
เมื่อลูกกลับบ้าน
แม่ก็กลับมาทำหน้าที่ของแม่ พ่อเองก็กลับมาดูแลครอบครัว
HOME
H Harmony
O Oneness
M Maintenance
E Encourage
เมื่อทุกคนรับผิดชอบบทบาทในครอบครัว และ เผชิญความจริงไปด้วย
ปัญหามีทางออกเสมอ September 23
O_O
เค้าว่า มาองครักษ์ ไม่ไป ตลาดองครักษ์ก็ใช่เรื่องอยู่
:: ปักธง ::
ปั่นจักรยาน ไปตลาดองครักษ์
---------------------------------------------------------------
คำบรรยาย
พรุ่งนี้อาจารย์จัดมินิปาร์ตี้ ไล่ฆ่างาน สปสช ให้ลากรูมเมท
ลากไปกินข้าวตอนบ่ายสอง
แต่จะไม่ไป ก็ต้องหาหนีออกจากมหาวิทยาลัยให้ได้ โดยใช้เงินน้อยที่สุด...
...ใช่ซิ มหาลัยกูไกล กูไม่มีที่เที่ยวรื่นเริงบันเทิงน้ำเมามากมาย มีป่า มีน้ำตก
นกงี้ให้ส่องเต็มเลย...
จากการคาดการณ์พรุ่งนี้ ฟ้าจะสดใส แดดจะเย็น ส่วนเย็นจะค่ำ
ระยะทางไปกลับไม่รู้
รู้ว่าไปครึ่งชั่วโมง กลับครึ่งชั่วโมง
เวลา
ไม่แน่นอน จนกว่าจะลุกออกจากเตียงได้
ตารางกิจกรรม
สำรวจตลาด ดูนก ดูปลา เอาหนังสือไปอ่านนอกสถานที่(โครตหลอกตัวเอง)
บ้างที่อาจจะปั่นย้อนกลับไปร้านขายต้นไม้
ต่อด้วย โลตัส คลอง7
(ได้ข่าวว่ามหาลัยมึงอยู่คลอง16)
อุปกรณ์
จักรยาน
หมวกคาวบอย
เป๋าตังค์
ชีทข้อสอบ ดินสอ
พินัยกรรม...โครตจะสำคัญ (บ้า!)
ปล. ทำไมกูทำตัวเหมือนปิดเทอมเลยแหะ
ช่ายซี มัธยมเค้าปิดเทอมกันเลียวน้า~
ถ้าเปลี่ยนแผน
ก็คงไปยัดไดโดมอน ว่ะฮาฮ่าฮา
หรือทำแม่งสองอย่างเลยว่ะ งันมึงก็ไม่ใช่คนแล้ววววววววว
คิดแล้ว
ก็อ้วนว่ะ~
September 21
บรรยากาศการปิดเทอม ใกล้เข้ามาแล้ว ตื่นเต้นที่สุดเลย ปิดเทอมแล้วจะไปทำอะไรดี
ขายของอยู่บ้านมั้ง นั่งอ่านหนังสือกฎหมาย รอสอบซ่อมกฎหมาย ทำตัวเป็นลูกที่ดี
แต่เอาจริงๆแล้ว เรามีเวลาพักแค่อาทิตย์เดียว หลังจากสอบเสร็จ
ก็เปิดเทอมวันที่2 พ.ย. (?)
ปิดเทอม พ่อแม่ก็ไม่มีเวลาอยู่ดี จะทำไร ก็คงอยู่คนเดียวแบบนี้ ตั้งแต่มัยธยมจนมหาลัยเลยเนอะ
เห้อ...
ปิดเทอม ปิดเทอม ปิดเทอม ปิดเทอม ในหัวมีแต่เรื่องปิดเทอม
แต่คิดไม่ออกปิดเทอมมหาลัย มันคงต่างกับมัธยมเอามากๆ
ตอนมัธยม ปิดเทอม ก็หมกตัวที่ห้องเชียร์ ไปลั่ลล้ากับกระดาษโค้ด คิดนู้นนี้ กัน วุ่นวายดี
มามอหก ก็ เตรียมสอบ ทำตัวเหมือนไปติว แต่ก็เข้าห้องเชียร์ (เลวอยู่ๆ ไม่ต้องด่าเพิ่ม)
มหาลัย มหาลัย มหาลัย ปิดเทอม ปิดเทอม ปิดเทอม ฉันจะทำไรอ่ะ
ตารางเรียนออกมาแล้ว โอ้แม่เจ้ามากๆ เรียนหนัก พฤ ศุกร์ เหยียดเต็มวัน
เหลือวิชาเอก จิตนี้แหล่ะ ที่อาจารย์ยังไม่ได้ลงให้
บ่นเรื่องเกรด(ลอยมาแต่ไกลโพล่) นับๆคะแนนแล้ว น่าจะ C-B
คิดอยู่ตอนไฟนอลจะทำได้อีกกี่คะแนน B+ กะ sec นี้
ก็โอแหล่ะ
ส่วนวิชาอื่นนั้น ก็ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย...จริงๆ เห้อ
อยากได้A ไปอวดพ่อสักตัว คงยากอยู่ แค่ไม่ติดDสักตัวก็โอแล้ว
(ผลกรรมที่โดดเยอะไป กลายเป็นวัวสันหลัวแหวะไปเสียแล้ว)
เออบ่นอีกเรื่อง คิดอยู่ว่าเราเป็นประเภทเขิน(?)เวลาคุยโทรศัพท์กับคนแปลกหน้า
แบบว่า คุยๆเหมือนจะเข้าเรื่องไม่ถูก พูดไม่ถูก เวลาจะโทรต้องคิดบทสนทนาไว้ก่อน
พอคิดไว้ พอจะพูดก็งงๆ สรุปกับตนเองไม่ได้
เขาคนนั้นก็จะ "อะไรนะ อีกที"
เราก็เจอ "นั้นแหล่ะพี่ งงป่ะ"
แทนที่จะพูดทวนสิ่งที่พูดไป
คือ... แล้วก็จะสับสนว่าตัวพูดไรไป
เมาๆ จนบ้างครั้ง พี่ต้องโทรกลับมาอีกที
"น้องแน่ใจใช่ป่ะว่าไม่งง เมื่อกี้พี่ว่าน้องงงๆอยู่นะ "
- -" หนูไม่งง เจรงจริง
แต่หนูเขิน
บ่นอีกที แม่เรานี้ก็พูดโทรศัพท์ได้งงกว่าเราอีก
บ่นอีกทีเห้อ วันที่สิบเก้า น่าจะตัดสินใจไปดูนกแสกกับทริปพิเศษของสมาคมว่ะ พี่โยไปด้วย
โครตเสียดาย เพราะแม่งอยู่ใกล้บ้านเลย ไปลั่ลล้าอยู่บ้านแล้วค่อยไปก็ได้ยังได้
พอจะไปงานเยาวชน พี่เบียโทรมาบอก พี่เก็บบูธแล้วน้องเพราะมีรับเสด็จ ไม่ต้องมา ทั้งที่นั่งรถไปแล้ว
เอาน้า คนเราเมื่อตัดสินใจไปแล้ว จะไปคิดเสียดายทำไม เนอะๆ
แต่
ปิดเทอมจะทำไรว้าสาดดดดดด
September 20
“ไหน
ใครขึ้นแสตนยกมือขึ้น”
พรึบ! พรับ!
“พวก Catatomic”
“อะไรนะคะ?
”
“คะแทโทมิค”
------------
1
Catatomic อยู่ใน
กลุ่มชนิดของโรคจิตเภท (Schizophrenia)
คือ ความผิดปกติทางความคิดและอารมณ์
การรับรู้และการเคลื่อนไหว บางรายอาจรุนแรง พบว่า
ไม่พูด แข็งทื่อ ไม่เคลื่อนไหว ไม่ปฎิกิริยากับสิ่งแวดล้อม
อยู่ในท่าแปลกๆ เป็นเวลานานๆ
ลองนึกถึงแสตน(มหาวิทยาลัย
และ ที่ไม่ได้แปรอักษร)
ซ้อมกันสี่โมงเย็นถึงตีสอง
ให้บ้างทีให้ชูวงแขนเขียวเส้นยึยๆนิ่งๆจนกว่าจะพร้อม
ทำมันอยู่แค่ท่านั้นท่าเดียว ไม่ก็ทำหน้าตาเบื่อหน้าโลกให้แสตน
ถ้าไม่บอกว่านี้ นิสิต ก็ว่าใครปล่อยคนบ้าออกมาเพ่นพ่าน
ยิ่งเป็นคนคุมแสตนที่ต้องคิดท่า บ้างที่ความจริงที่เราไม่รู้
คือแม่งบ้า
แต่ก็สร้างสรรค์ดี
ทั้งนี้
ทั้งนี้ทุกๆคนป่วยทางจิตอยู่แล้ว
ในขั้นsimple
อยู่ที่ว่าเราจะหาวิธีหลุดพ้น
ไม่ให้ตัวเองตนอยู่ในอาการเหล่านั้นเกิด 10 สัปดาห์ได้หรือไม่
(เหมือนTV
แชมเปี้ยนเนอะ ว่าไหม)
อาลัยรัก
แด่สุขภาพจิต
ปล.
ช่วงนี้ไม่โอกาสโดดเรียนวิชาเอก ดูอีแจงจะมีสาระขึ้นเป็นกอง (ฮา)
แต่ปีหน้ามีเรียน MAN AND SOCIETY
“วิชารุกฆาตผู้ชาย กะ
การเนียนๆในสังคมมนุษย์”
อย่างนี้นิเอง
(บ้า)
1
ในที่สุดก็หาMV
เรียกน้ำตาตัวเองได้แล้ว
พิสูจน์ เปิดสามรอบ ร้องไห้ทุกรอบ นั้นก็คือ
แด่เธอที่รัก
– Klear
ตอนแรกร้องเพลงคลอๆไป
สักพักหันดูMV
(เพราะกลัวดำน้ำ)
ตายแล้วฉัน ยิ่งดู ยิ่งร้องไห้
ร้องไห้เป็นเผาเต่า
ร้องเสร็จ ตาใสปิ๊งมากๆ มีใครอยากจ้างเราเป็นนางเอกหนังสั้นไหม จ้างไปร้องไห้ก็ได้
ฮ่าๆ
2
MV
ที่คิดว่าผู้ชายน่ารักสุดๆ น่าเขกกะโหลกสุดๆ
หมั่นเขี้ยว อยากได้เป็นหวานใจสุดๆ ก็นี้เลย
รึเปล่า
– Armchair
พี่โย่งนินี้เอง
แบบว่าทำหน้างอนๆ
แอบมองได้น่ารักสุดๆ
อมยิ้ม เอ๋อทำไม่รู้ไม่ชี้ แบบน่ารักมากๆ
อาจจะเพราะตอนนั้นหน้าตายังหนุ่มๆ อยู่ก็เป็นไปได้
...ความรักเหมือนขนมปัง
ที่ต้องทำให้ใหม่อยู่เสมอ...
3
MV ที่คิดว่าเท่สุดในความรู้สึก
...ทำไมดวงจันทร์
ไม่เต็มดวงตลอดเวลา...
ถามจันทร์ - 25hours
เท่ ชอบ
เพิ่งได้ดูเบื้องหลัง ว่าใช้กล้องDSRL Nikonถ่าย
อยากวีดีโอตัวเองไปฉายโปรเจกเตอร์ตามท้องถนน
ตามบ้านช่องตึกแถวคนอื่นบ้าง เหมือนMV บ้างจัง
จบการรายงาน
ปล.
ตอนนี้สภาพกลายเป็นมนุษย์กลางคืนไปซะแล้ว
ตื่นไม่ทันพระอาทิตย์มาเป็นอาทิตย์
อ่านหนังสือดึก เล่นนุ้น เล่นนี้แก้ง่วง อยู่นี้ก็กินบ้างไม่กินบ้าง
ไม่กินยำวุ้นเส้น ก็ยำแหนม ยำรวมมิตร บ้างวันดีก็ได้ไปกินข้าวตรงศูนย์แพทย์
คิดถึงกับข้าวที่บ้าน อยากกินผัดกระหล่ำปลี อยากกินหมูทอด อยากกินข้าวสวยร้อนๆ
อยากกินต้มยำ อยากกินลาบ อยากกินน้ำตก อยากกินตกแซ่บ
อยากกินส้มตำ อยากกินไก่ที่แม่ไปซื้อให้
แต่ก็ไม่พร้อมจะกลับบ้าน
ไม่มีคิดถึงเราเลยแหะ อยากหนีไปเหนือสุดของประเทศไทยยยยยย
อีตาโด่งแกก็นะ ไม่โทรกลับหาฉัน เมล์ไปไม่ตอบ ตายหรือยัง (คิดแล้วโมโหมากๆ)
กลับสู่ภาวะ
สล่ดสลด~
หนังสือจะสอบ
ก็ยังอ่านไม่จบ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
September 17
อีก 18
วันก็จะสอบแล้ว ตื่นเต้นดี หลังจากได้F วิชาอังกฤษมาตัว
คงมีอีกหลายตัวทยอยมาในชีวิต
คุณเพื่อนคงซุ่มอ่านหนังสือ
ก็ไม่เข้าใจมหาวิทยาลัยเหมือนกัน
ว่าทำไมให้สอบช้ากว่ามหาวิทยาลัยอื่นทุกที ชาวบ้านเขาปิดกันหมด
แต่ก็นะ
แบ่งเวลาได้บ้างแล้ว หลังจากพักรบกับการเสพเอ็มเอสเอ็นได้แล้ว
ปัญหาต่อมาคือ ติดเช็คเมล์ Facebook
twitter ตามลำดับ
แต่วันไหนไม่ทำ
ก็ ต้องมาติดมือถือ
วันไหนไม่ทำไร ฝนตก อ่านหนังสือ ก็หลับ ล้มลงเตียง
บ้างวันเย็นจัด
ตื่นไปเรียนไม่ทัน
(บ่นทำไม)
โดนพี่ชายดุไป
เลือกสักอย่าง ถ้าเทอมนี้ต่ำกว่า3.5 ก็เลิกๆไปซะ
เอาเกรดมาให้พี่ดูด้วย (กรรม)
ไม่เครียด
ลั่ลล้าได้เสมออ่ะ ฮ่าๆ แต่เพื่อนตูจะเครียดเปล่าว่ะ ถ้ากูเลิกความพยายาม
วันนี้ก็แปลกใจอีกแล้ว
เคยอยากเป็นหมอจิต
อยากเรียนมศวองครักษ์
แต่ดันได้มาเป็นครูแนะแนว แล้วเรียนที่นี้เหมือนกัน
ก็เรียนอะไรที่มันน่าสนใจดีนะ อาจารย์เอาคลิปยิงหัวปุ๊งกะรถไฟชนมาให้ดูด้วย
สนุกมาก...บ้าแหล่ะ สยองต่างหาก ขนลุกไม่กล้าดูต่อ โดนอาจารย์หลอกให้ตกใจยกห้อง
บ้างอย่างที่เรียนก็ทำให้นึกขำกับหลายๆอย่างในอดีตดีเนอะ
จนบ้างที่ก็เออ
กูเข้าใจมึงแล้วที่มึงเป็นอย่างงี้กับกูเพราะยังงี้นิเอง
(อย่านะ
อย่า รู้กันแปะโป้งไว้)
อาจารย์เองก็บอก
เรียนแล้วอยากให้เอากลับไปดูตัวเอง นี้คือจุดแรกของจิตวิทยาเลย
เราต้องเข้าใจสาเหตุ ปัจจัย
พยายากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้น ป้องกันและควบคุมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
ทำให้นึกย้อนตอนคุยกับพี่กิม
บอกว่าตอนฝึกสอนให้กลับไปสอนโรงเรียนเก่า แล้วบอกรุ่นน้องว่าตัวเองเป็นศิษย์เก่าที่นี้
ก็ฮาๆ ที่พี่กิมพูด
แต่ก็นะ ใจหนูตั้งเป้าไว้เลย อีก
ห้าปี หนูจะไปโรงเรียนชายล้วนให้ได้ พี่กิมมมมม ฮ่า~
>_<”
จะได้ไปเขียนพล็อตเรื่องY อร๊ายยยยยยยยย กรี๊ดดดดO[]O!!!
ปล. ตลกไปแล้ว
September 16
สภาพห้องเรียนรวมsection
B11 ไม่ต่างอะไรจากตลาดสดดีๆ
ที่มีกลุ่มชนที่เรียกตัวว่า “ปัญญาของชาติ”
“ว่าทีครูประถม” “ว่าที่ครูแนะแนว”
และฉันที่ไม่เคยอยากจะเป็น
“ครู”
วันนี้เป็นวันที่ตามตารางเรียน
จะเป็นวันประเมินโครงงานครั้งที่2
ยอมรับเลยว่าตั้งแต่มอสี่
ฉันไม่เคยได้ทำรายงานเอง
นอกเสียจากจะพิมพ์คำนำ
บ้างคราวที่ฉันไม่ว่างจะทำ งานที่ฉันต้องรับผิดชอบในกลุ่มคือ ออกไปพูดหน้าชั้น
ซึ่งก่อนชั่วโมงจะรายงานเล็กน้อย—ความสามารถของฉัน คือ การแถ
แต่พอมาอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย
สังคมที่ไม่เอื้อต่อการอู้ สังคมที่ต้องถีบทะยานเหยียบหัว
กระเสือกกระสนชีวิต เพื่อการไม่โดนรีไทล์ ดิ้นร้นเพื่อไม่ต้องเปลี่ยนมหาวิทยาลัย
“ฉันต้องทำ
ทุกอย่าง เพื่อคะแนน”
คนในกลุ่มที่ฉันทำงาน ก็บอกว่า ปีหน้า ถ้าเหนื่อยกาย เหนื่อยใจก็เปลี่ยนกลุ่มนะ
ในอารมณ์ของคนที่ปั่นจักรยาน ขาที่ถีบ สมองที่ต้องคิด
“กูก็เหนื่อยอย่างที่เขาว่า”
แต่ “มึงมองความลำบากกูเป็นแนวไหน”
ฉันก็อยากรู้ว่า คนเรานี้มีหน้ากากกันกี่อันนะ
แต่อย่างว่า เราก็ต้องสวมมันเพื่อเข้าสังคมเช่นกัน อย่างที่เคยบอก
อย่าให้มันเป็นกลายเป็นธาตุแท้
มันก็แต่ต่างจากที่ทำเชียร์นะ
“กูก็เหนื่อยอย่างที่เขาว่า” แล้วมี “เพื่อนๆเหนื่อยข้างๆ”---อาจจะเพราะ
เมื่อถึงจุดๆนั้น เป้าหมายที่เคยเข้ามา กลายเป็นเป้าหมายที่ต้องดำรงอยู่
มันจึงมีพลัง
เป้าหมายของเขาคืออะไร
เรียนเพื่อเป็นแม่พิมพ์ของชาติ
เรียนเพื่อใบปริญญา
เรียนเพื่อไม่มีอะไรจะเรียน
เรียนเพื่อหาเงิน
เรียนเพื่อพ่อแม่ต้องการ
เรียนเพื่อความมั่นคงของอนาคต
เรียนเพื่อ ?
ไม่รู้เหมือนกันว่า
เราจบจากมหาวิทยาลัยไปแล้ว เราได้แค่ตัวเลขที่กำกับชีวิต หรือ แฟนแค่บนฟูก
แต่อีก 5 ปี คงได้รู้กัน
รอดูกันต่อไป
ปล.
แม้ว่างานไม่ดีเท่าไร แต่อาจารย์ด่าน้อยสุด ก็โอเค
September 15
ก็เวลาที่ใช้ไป
ก็เอาไว้รับฟังสิ่งต่างๆจากห้องข้างๆ
ตลกเหมือนกันที่ผู้หญิงชอบจะชวนกันไปอาบน้ำ
จากหลายๆเหตุการณ์ที่ขอเล่าสู่กันฟัง
1.
She มากันเป็นฝูง แต่เราเข้าก่อน
“เธอ
ฉันอยู่ห้องสามนะ”
“อืม ฉันอยู่ห้องห้า”
“กูห้องกลาง โอเคนะ”
2.
She มากันเป็นฝูง แต่เราเข้าหลัง
“เธอ เรื่องนั้นอ่ะ ไปดูมาแล้ว”
“เป็นงัยๆ”
“สยองมากเลย แต่แพร่งสุดท้ายสนุก”
“อะไรแท่งๆ”
“บ้า บอกว่าแพร่ง ส่อว่ะแก”
“อุ๊ย! เสียงดัง (ทำเสียงสูงแรดๆหน่อย)”
“เราเสียงดังไปเปล่าเธอ ขอโทษนะ”
“...กูย้ายไปอาบอีกฝั่งก็ได้นะ...”
3.
She มาพร้อมกับอุปกรณ์เสริม
“นิ เปิดดิ”
“เดี๊ยวก่อนดิ เลือกแปป”
“เอาหนุกๆนะ ตั้งท่ารออยู่นะ”
“...”
4.
She will survivor ya yeah
“I will survivor ya yeah”—ประสานเสียงได้กึกก้องกัมปนาทดีแท้
5.
She อธัยศัยดี
“เฮ้ย เดือนป่ะที่อาบห้องข้างๆ”
“ไม่ใช่ ใครก็ไม่รู้อาบน้ำห้องข้างๆ”
“เธอชื่ออะไรอ่ะ ห้องข้างๆ”
“กูแปรงฟันอยู่”
ปล. เดินออกมาดักรู้จักกูด้วยว่าใคร บ่นด้วยทำไมกูไม่ตอบชื่อ สาดดดดดดด
6.
She แบกปัญหา
“ไอ้ลูกอาจารย์นี้ทำไรก็ไม่ผิดเนอะ”
“มึงใจเย็นๆ”
“ทุกคนเขาก็เจอปัญหาแบบมึงอ่ะ” มากันสามคน
“มึงคิดดู เล่นงี้ ให้มาเป็นตัวนำทีมได้งัย”
“เออนะ เขาคงมีเหตุผล”
“แต่กูก็เริ่มไม่แน่ใจตามมันนะ” ไอ้คนสามนี้ มันแถ
“แล้วทีกูมีปัญหากะเรื่องซ้อม ไปถามอาจารย์ อาจารย์บอกว่า จะรีบเก่งกว่า บลาๆ~”
“งานเข้า จะหนีไปทางไหนดีฟร่ะ
แชมพูยังติดอยู่กับหนังหัวอยู่เลย เวรกรรม”
7.
She หื่น
“แกๆๆๆๆ ผู้ชายใส่กกน อาบน้ำข้างนอก”
“อี... ทำซะตกใจจนอยากดู แน่จริงแกถอดให้มันดูดิ”
“อยากออกไปดูจัง ฮึๆ”
8.
She ลืม
“เธอๆๆ ปังๆๆๆๆ เราลืมโฟมสกินตุ๊ดไว้ในห้องน้ำเปล่า”
“แกล้งโยนไปอีกห้องดีไหม ดูเลวดี”
9.
She
NEWS update
ตั้งแต่เรื่อง
“ลอยกระทง....จ้องบูตขายของ”
“กีฬาSWU”
“รุ่นพี่จะมาลงระเบียบ”
“แนวข้อสอบของSWU141”
“ใครกิ๊กใคร”
“ผีๆ”
ใครเก็บไปเขียนเป็นพล็อตหนัง คงจะสนุกเลยทีเดียว
ขำๆ กะชีวิตเด็กหอ ณ มศว องครักษ์
แปลกไหม
ที่รู้สึกดีกับการใช้ห้องน้ำร่วม รู้สึกมันเป็นชีวิตที่ฮาบริสุทธิ์
ยอมรับเลยว่า “อาบน้ำ” ช้าที่สุดในโลกหล้า
ไม่ว่าจะอยู่บ้าน อยู่โรงเรียน อยู่หอเพื่อน อยู่บ้านญาติ และ อยู่มหาวิทยาลัย
อ้างอิงจากสถิติการอาบน้ำของสาวๆห้องนินีนี้
แหม๋ว—ชื่อในวงการศึกษาไทย
และโลกจำต้องจารึกชื่อSHEไว้
SHEผู้เป็นว่าที่แม่พิมพ์ของชาติและสายของลับ(เกี่ยวกับเรื่องเจ๊ลีดของเรา
ฮ่าๆ)
นอกจากนี้ ความสามารถพิเศษเหนือหน้าตาดีของShe คือ การวิ่งผ่านน้ำ
ก็เป็นอีกความสามารถหนึ่งในตัวตนของเธอจริงๆ
ซึ่ง เราทุกคนขอมอบตำแหน่งให้เธอโดยไม่มีข้อกังขาใดๆ
เธอใช้เวลาสูงสุด 3 นาที
ใหม่—ผู้มาดมั่น แต่เป็นอับดับสองในหลายๆเรื่อง
สาวเจ้าจากคณะนวัตกรรมเอกธุรกิจไซเบอร์
ผู้มีโน้ตบุคพร้อมเพื่อนฝูงที่แวะเวียนมาบ่อยเป็นอันดับสอง
ด้วยความที่เธอจะเฮฮาอย่างไร้สาเหตุจนน่าตกใจแล้ว
SHEเองอาจจะรู้ตัวว่า
เธอทายาทของ ตั๊ก อยู่ยอด เมียตลกชื่อดังก็เป็นได้
เราจึงไม่แน่ใจนักว่า วันนี้เธออารมณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป
ขอย้ำว่า SHEเสียงดังอันดับสองในห้อง
คอมเม้นเตเต๋อ : อยากจะเม้าท์ว่า
เธอคือผู้กล้าที่จะสละชีพเพื่อฆ่าแมงสาบ เอาโล่ไปเลยค่าาาาาา
เธอใช้เวลาสูงสุด
5-8 นาที
อุ้ม—แฟนเพื่อนที่สวนฯ รังสิต
ด้วยความคีย์เสียงของSHE แหบซ่ามหานิยม ทำให้เพื่อนฝูงมาหาบ่อยมากเป็นอันดับหนึ่ง
ที่สำคัญเวลาที่รูมเมทครบ ห้องเราจะเสียงดังที่สุดโดยไม่ได้คาดหมาย
แม้จะปิดประตู หน้าต่าง จนทำให้ห้องอื่นจ้องจะเอาคืน(ทุกๆวัน)
เธอใช้เวลาสูงสุด
15 นาที
ไอซ์—เพื่อนที่สวนฯ รังสิต
ที่มารู้จักที่นี้(ซึ่งแรกๆก็ไม่รู้จักเขา แต่เขารู้จัก สรุป กูดังๆ)
หนึ่งในห้า
ที่ไม่อยู่หอบ่อยที่สุด กลับบ้านบ่อยที่สุด
เสียงดังเป็นที่หนึ่ง ใจดี ลั่ลล้าเป็นที่หนึ่ง
ห้องเราจะขาดสีสัน เมื่อขาดเธอจริงๆ
เธอใช้เวลาสูงสุด 18 นาที
จุ๊บแจง— สาวผู้เรื่อยๆกับชีวิต ตื่นไปเรียนบ้าง
ไม่ไปบ้าง ไปแต่ก็โดดบ้าง โก๊ะๆ
ผู้ที่ประชากรข้องแวะน้อยที่สุด เพื่อนฝูงแทบจะไม่เคยมาแตะลูกบิด
หนึ่งในห้าที่พูดน้อยที่สุด จนไม่แน่ใจว่ามันเป็นใบ้หรือเปล่า
หากมีคำถามถามเธอ เธอจะตอบว่า
“อืม”
“อือ” “อืมๆ” และ “...”
สั้นๆไม่เปลื้องพลังงาน
เธอใช้เวลาสูงสุดในการอาบน้ำ 45นาที
หรือจนกว่าเธอจะรู้สึกว่าตัวเองสะอาด
เธอทำอะไรในห้องน้ำ
โปรดติดตามตอนต่อไป...
September 12
ฝัน คือ
จิตใต้สำนึก หากเราปรารถนาสิ่งใด มากๆ แต่ไม่ได้ตามนั้น
มักจะไปลงเอ๋ยจบที่ความฝัน
ฝันว่า เจองูรัด เขียนหนังสือ จับแว่นตา วัตถุที่คล้ายทรงกระบอก ฝันนี้มาจากผู้หญิง
หมายความว่า
เธอมีความต้องการทางเพศ ความสนใจจากเพศตรงข้ามแต่ไม่ได้รับในสิ่งที่เธอต้องการ
เช่นเดียวกับ
ฝันว่า เจอท้องฟ้ากว้างๆ ดำพุดดำโพล่ในท้องทะเล แล้วเจอเกาะใหญ่ๆ
ในฝันนี้มาจากผู้ชายก็มี
ความหมายว่า เขาต้องการทางเพศ ความสนใจจากเพศตรงข้ามแต่ถูกกดให้กลายเป็นจิตใต้สำนึกแทนที่จิตสำนึก
กลับมาเรื่องวิเคราะห์ความฝันเมื่อคืน
ฝันว่า มีผู้ชายคนหนึ่ง ใส่เสื้อสีส้ม น้ำตาลๆอ่อนๆ มายืนข้างๆ แต่ไม่เห็นหน้า
ตัวอ้วนๆ
แล้วเราก็ไปโอบกอดเขาก่อน(เป็นกุลสตรีจริงๆเลย...) แล้วร้องไห้ สั่งขี้มูกใส่ (ฮา
ง้องแง้เหมือนเด็กเลย)
อยู่อย่างนั้นนานมาก เขาก็ลูบหัวเราเบาๆ
สรุป
จิตสำนึกที่เราเก็บกดแล้วเจ็บปวดมากๆ ได้เจาะลงไปอยู่ในจิตใต้สำนึกแทน
สร้างภาพในฝันเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดในระดับจิตใต้สำนึกที่จิตสำนึกไม่สามารถสร้างได้
ทางแก้
จ้างผู้ชายมาปลอบ เอาหน้าตาแบบนิชกุลคนหนึ่ง แบบพี่โดมคนหนึ่ง แถมหมอล็อตอีกคน
ว่ะฮาฮ่าฮา
(เอาหมอมาทำไมว่ะ...เอามาจับช้างอย่างกูมั้ง
ฮ่าๆ)
(- -“) ตลกไปแล้ว... September 11
ที่อยู่ในอารมณ์แบบนี้
ครึ่งๆกลางๆ เหมือนจะเร็วแต่ก็ช้า เหมือนจะอยู่เหนือแต่กลายเป็นตก
ทำไมเพื่อนหนีหายไป ทำไมเพื่อนไม่อยากให้ไปหอ ทำไมเพื่อนตัดสายโทรศัพท์ทิ้ง
ทำไมเหมือนโดดเดียว
ทำไมถึงมีแต่คนแปลกหน้าเข้ามาทัก ทำไมอยากหัวเราะแต่ก็ร้องไห้
ทำไมเหมือนโดนเอาเปรียบ ทำไมต้องมอง ทำไมให้ได้เท่านั้น ทำไมรู้สึกหนาว
ทำไมรู้สึกหดหู่และสิ้นหวัง ทำไมเหมือนเวลาบ้างช่วงผ่านไปเร็ว หรือ เวลานั้นช้า
ทำไมจึงต้องการแบบนั้น ทำไมเหมือนมีคนมองอยู่ตลอดเวลา ทำไม ทำไม ทำไม และทำไม
ทำไม
จู่ๆ
ความคิด แง่ลบก็พุ่งเข้ามาอย่างกับห่าฝน
เข้าสู่อารมณ์ที่กดไว้
ลึกๆ -ซ่อน-ให้ใจรู้มันได้หายไป
แต่ในความเป็นจริง ทุกอย่าง กำลังปะทุ อยู่ในภูเขา
รอวันที่จะล้างโลกทิ้งซะ
ผลลัพธ์ที่ไม่พร้อมจะเผชิญ
เกิดเป็นจิตสำนึกที่กลายเป็นจิตใต้สำนึก...
ทำให้เกิดภาพหลอน เหมือนว่าใช่ แต่มันคือสิ่งที่คล้าย
ทำให้สับสน
เครียดของจริง กดดัน
พยายามหนีๆหลายๆอย่างที่เห็น กลัวว่ามันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ
ทางออก เขียนเสปซให้ลืมเป็นเรื่องๆไป
ให้มันจบที่บทความๆในทางที่สร้างสรรค์(และความร้าวฉาน ?)
เป็นผลให้การอับสเปซสูงขึ้น (จะดีใจไหม...ไม่มีใครอ่านหรอก วู้~ ใครอ่านก็บ้าตามคนเขียนแน่ๆ)
ถามอาจารย์ อาจารย์บอกว่าให้ไปหาอะไรแรงๆเล่น ชูตบาส ตีเทนนิส
คงคล้ายๆกับการทำให้ตัวเองสลัดความคิด ปลดพลังงานที่เหลือไปกับกีฬา
ทำให้เกิดอาการหลับลึก
เรียนเอกจิตวิทยาการแนะแนวนี้ก็นะ...
นี้แหล่ะเรียน รักษาตัวเองให้รอดก่อน
เห้อออออ
ยังไม่ได้หาไรแรงๆเล่นเลยหลังจากได้คำแนะนำมาจากอาจารย์
แถมไปทำคนอื่นๆโมโหอีก ผิดเองที่ยังจัดอารมณ์ตัวเองไม่ดีพอ เห้อ
อารมณ์ถูกทอดทิ้งมันกลับมาอีกแล้วอ่ะ มองตัวเองเป็นตัวปัญหาอีกแล้ว แย่จัง
แย่จัง
อยากได้คนปลอบ
ตบไหล่แรงๆ
แค่อยากให้รู้ว่า “กลับมาได้หรือเปล่า”
ไปทำตัวให้มีคุณค่าดีกว่า
---รู้แต่ก็ ง้องแง้ง อยู่นั้นแหล่ะเรา
ใช่ๆ
ปีหน้า อาจารย์บอก มีสะกดจิตด้วย คงสนุกหน้าดู อิอิ (ไม่ตายก่อนมั้ง)
วันนี้เหนื่อยๆหลายอย่าง
จากไปสนามบินกลับมา วิ่งไปทำงานกลุ่มที่หอสมุด
วิ่งไปซื้อข้าว วิ่งไปส่งเพื่อน วิ่งไปหารุ่นพี่
วิ่งกลับมาเอาโทรโข่งไปให้พวกขึ้นแสตน
วิ่งๆ
กลับมานอนซมอยู่บนเตียง
คงมีคนที่เหนื่อยตามเราอยู่ชีวิตเราอยู่ละมั้ง
ถ้าเขารู้ว่าเราเหนื่อย เขาจะช่วยเราจัดการชีวิตไหม
ทั้งที่อุตส่าห์ไว้ใจให้ออกมาผจญโลก หรือ เชื่อว่าเราสู้ไหว
คงเพราะเรา
ดื้อ
อยากทำตัวเองไม่ให้ดื้อจัง
เปลี่ยนความดื้อเป็นอะไรดี
ดื้อที่ชอบทำนู้นนี้ แต่ก็ดูเฉื่อยในความรู้สึกคนอื่น
เฉื่อยกับใจเย็น ต่างกันตรงไหน
หรือนี้
เราปล่อยให้ความอยากรู้อยากลองเข้ามาครอบงำเราให้ติดสนุก
เสพผลลัพท์ที่คนอื่นไม่รู้
ท่าทางจะเลิกยาก ถ้าไม่รู้จักเจ็บ
คงเข้าบทสรุป
ตัดสินเรื่องงาน
ถ้ามันไม่สำเร็จ ก็ช่างกลุ่มมัน ตกก็ตก คะแนนออกมาตามเนื้อผ้าความพยายาม
จะไม่พยายามทำให้รอดคนเดียว เพราะมันเหนื่อยกูมากๆ
ตัดใจไม่ไปกินเหล้าหอปูน กลับหอ อ่านหนังสือ จะสอบ
หนังไร ก็กูไม่ดู เลิกๆ อยากดูก็ลดๆ
อยากเจอใครก็ลด
อยากออนเอ็มก็ลดลงมาก ลดอาการเช็คMail ได้ด้วยก็ดี
งานที่มีก็ลดๆ
ไม่ต้องทำ เงินพ่อมีเยอะ รวยจริงว่ะกู (รวยหนี้)
สัมมนาเกี่ยวกับเหยี่ยว ก็คิดไม่ตกไปดีไหม หรือไม่ดี แต่ก็อยากไป
“เข้าสู่โหมดจริงจังในรั้วมหาวิทยาลัย”
?
หรือเพราะเรารู้ว่า
ปีหน้า เราจะไม่มีโอกาสทำแบบนี้---------สมมติฐาน
September 10
เมื่อวานไปส่งน้องไปอิตาลี
ใจมันก็วูบๆ คิดถึงช่วงเวลาที่น้องคนหนึ่ง นี้แหล่ะ
ที่ไปโครงการAFS
แต่เราไปส่งน้องคนหนึ่ง นี้แหล่ะ ไม่ได้
ตอนกลับก็ไม่ได้ไปรับ ช่วงนั้นก็ง้องแงบ้างตามอารมณ์ แล้วก็เจอใหม่ (ฮา)
เพราะเราเป็นผู้หญิงซินะ
ถึงไปส่งไม่ได้ซินะ
เมื่อวานอีกเช่นกัน
เพื่อนแบงค์โทรมา จะสอบที่ราม เจอกันกี่โมง
ซึ่งช่วงเวลานั้นยังนั่งข้างๆเพื่อนปูน เพื่อนปูนี้ก็วิบากกรรม เจอพ่อตาญี่ปุ่น
คุมเชิงไม่ให้เข้าใกล้ลูกสาว ทั้งๆที่จะไปห่างกันสิบเดือน(ห่างสามวัน
ปูนก็เป็นอื่นแล้ว)
เข้าเรื่องวันศุกร์ ว่าจะไปเมาหอปูน ไปแรดที่สะพานพุทธ เช้าเสาร์ค่อยมาดูหนังที่รังสิตพร้อมกัน
ซึ่งทางพี่คนคุมหอ ก็ ว่าไปแล้วคราวก่อน ที่เอาผู้หญิงเข้าห้องผู้ชาย
คราวนี้เพื่อนปิงก็ไม่อยากให้ไป ไปก็ไปรบกวนเพื่อนสวนนนท์ ก็ไม่งามอีกนั้นแหล่ะนะ
เพราะเราเป็นผู้หญิงซินะ
ถึงไปเข้าไม่ได้ซินะ
เมื่อวานอีกแล้วเช่นกัน
กลับจากสนามบิน มากับพ่อน้องมิเชล น้องสมาร์ท
มาลงรังสิต คิดอยู่กลับยังงัยดี หรือจะนอนโรงแรม แมนชั่นดี
พอคิดปุ๊บ ถามแท็กซี่ แท็กซี่ก็บอก ไม่รู้สะแล้วว่าที่นี้มันเล่นกันแรง
เลยตัดสินใจกลับหอ ทั้งที่ไม่รู้ว่าหลังจากไปถึงมหาลัยจะทำงัยต่อ
ไปถึงนั่งอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน
เดินไปเซเว่นอีกรอบ ซื้อมาม่ามากิน
นั่งดูทีวีหน้า กับ พวกพี่บุรุษพยาบาล ยาม และ ญาติผู้ป่วย
กินเสร็จ นั่งดูบอล เยอรมันกับอาร์เซอร์เบจัญ(ไร 4-0 )
ตีสี่กว่าๆ
กลับหอดีกว่า
เดินกลับไป ทางก็น่ากลัวดี เวลาเดินๆ ไฟก็จะดับ ไล่ๆเวลาเราเดินเหมือนสี่แพร่ง
เดินไปเดินกลับ มาที่ร้านอาหารตรงศูนย์แพทย์
ร้านสาม กับ ร้านหก กำลังเปิด
ร้านสามสั่งขี้มูกแล้วสับผัก
คนทำก็กล้ามนะแต่สีหน้าตุ๊ด
ขอไว้อาลัย แม้ว่ากับข้าวจะอร่อย
ให้เยอะดี เห้ออออออ
“เย็นตาโฟนลิซึม
ดีกว่า”
เดินกลับมาหอ
หมาก็เห่า ยามก็ถามไปไหนมา ไปสนามบินมาคะ ไปทำไหม ไปทำม๊อบมั้ง
ได้ลงชื่อเข้าหอเป็นครั้งแรกด้วย
ยินดีปรีดากันไป อีกสิบห้านาทีตีห้า ไม่ต้องลงชื่อ สาดดดดด กลับมาไว ไปเปล่าว่ะ
เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น
ผจญกับความยาก ลำบาก หดหู่ เสี่ยงตายดี สรุปได้ประมาณนี้
ถึงจุดที่เรื่องนี้จะจบ
ก็เคาะห้องแล้ว เคาะอีก รูมเมทไม่ตื่น
นั่งรอให้ยุงกัดแล้วเคาะไหม อนาถดี คิดอยากจะหนีออกจากมหาลัยเสียด้วยซ้ำ
ไปนอนไหนซักทีได้ไหม
สักพักห้องเปิด
กระโดดขึ้นเตียง
น้ำตาไหลสักพัก มันก็น่าน้อยใจอยู่นะ กับการเกิดเป็นผู้หญิง
เพื่อนเอ๋ย พ่อแม่ ครอบครัว คนในสังคม
เขามองผู้หญิงในมุมมองแบบไหนกัน
หรือเพราะเรา ดื้อ
เช้าวันที่ประเทศเทยเฉลิมฉลองกับเลขๆหนึ่ง
“เย็นตาโฟน”
ที่โรงอาหารศูนย์แพทย์มักอร่อยกว่าที่โรงอาหารหอพักเสมอๆ
อาจจะด้วยจำนวนคนที่มากทำให้ร้านอาหารไม่ใส่ใจรายละเอียดที่ตนเองปรุง
แต่มุ่งเน้นที่ปริมาณของคนอยากจะกิน
เพื่อเงิน
เพื่ออนาคต
เพื่อครอบครัว
เรากินเย็นตาโฟนเพื่ออิ่ม
ในห้วงเวลาเช้า
ความคิดที่กำลังถูกจัดระเบียบให้เข้าที่เข้าทาง เพื่อไม่ให้ชีวิตได้กระตุก
โทรศัพท์รุ่นกลางๆ ฟังเพลงได้แต่ชอบฟังวิทยุ ถ่ายวิดีโอได้แต่ชอบถ่ายภาพ
โทรออกได้ แต่ ไม่ค่อยมีคนอยากจะรับ
ก็ปรากฏ
“MISS CALL”
...เพื่อนรึเปล่านะ...
“ตึด
ตึด ตึด ” เสียงสวัสดีถูกส่งจากองครักษ์ล่องลอยตามคลื่นก่อนจะแปรเป็นไฟฟ้าออกลำโพง
ความเงียบเกิดขึ้นก่อนจะมีข้อความกลับมาว่า
“สวัสTชาวไวรัส
ยินดีได้รู้จัก”
“ไวรัสพ่อง กูรายเดือน”
ปล.
มันต่างจากเบอร์นี้แค่ตัวหลัง เป็นเลข 3 อยากรู้จักมัน โทรไปได้ๆ
September 08
“สงสัยจะได้เป็นหมอว่ะ”
“ตลก วู้” เสียงเข็ม ยังคงอยู่ในหัว
...
...
...
“ไหวเปล่าว่ะ”
เข็มคงคิดในใจ ถามตัวเองก่อนไหม ก่อนจะอ้วกใส่คนข้างๆ
ก็จำคำตอบของเข็มไม่ได้
แต่ที่จำได้คือ เราเจอคนๆนี้ก่อนเพื่อนในชุมนุมเสียอีก
เพราะ คนๆนี้
“หลงมากับชุมนุมหนังสือพิมพ์ของพี่รุ่น7” แต่ก็จำได้ว่าไม่เห็นหน้ามันอีกเลยหลังจากพี่ๆเริ่มแบ่งหน้าที่มาให้
“ไพ่ แม่นว่ะแจง เล่นของเปล่าว่ะ”
“...” กูตอบไรไม่รู้อ่ะ แต่รู้ว่า คนข้างๆเริ่มหันมาฟังเรื่องกูแล้ว
“คนอกหัก
มี 4 ระยะ”
ไม่รู้เป็นเหี้ยอะไร
เวลาใครอกหัก ไม่รู้ใครยัดความคิดนี้มา แต่กูมักยัดให้ทุกคน
เหมือนที่บทเพื่อนพระเอกทำให้พระเอกเจอจุดไคลแมกซ์ของเรื่อง ซิมโบลิก
เหี้ยไรสักอย่างบนโลกที่กูคิดได้
แต่กูมักจะพูดตบท้ายว่า “กูได้แค่สามระยะเท่านั้นจริงๆ”
“น้ำ
เมฆ ฝน น้ำ” สิ่งที่เป็นสัจธรรมของชีวิตและการพบเจอ
...
...
...
“ยิ่งโต ก็ยิ่งห่าง”
“ปีหน้า ก็มีแต่แจงแหล่ะ ที่ไปประสานมิตร”
วูบ ใจมันหล่นๆ
“ไปอยู่หอ
หรือว่างัย”
“ไปอยู่กะอาจารย์ของพ่อแม่ ”
คิดในใจ ทำไรคงโดนฟ้องแน่ๆ เดาใจไม่ถูก เอาเป็นว่าเที่ยวเหี้ยไรไม่ได้
อยู่นี้เต็มทีแล้วกันเว้ยเฮ้ย
มีหลายเรื่องที่ตอบเพื่อนเข็ม
คิดว่าเพื่อนเข็มน่าจะมาถูกทางแล้ว มีเพียงเวลา กับ นมก้นแก้วที่ต้องหาน้ำมาเติม
และไม่รู้เหมือนกันว่าตอบไรต่อ แต่รู้สึกว่าจะนั่งมอไซนจากตลาดวังน้อย เข้า
หมู่บ้าน เกือบห้ากิโล เลยว่างสายไป
พ่อก็โทรตาม แต่ฝนตก ไม่รับ รับแล้วลำบากใจ ที่ต้องโกหก
“จะกลับบ้านช้า
ยังให้พ่อแม่ลำบากอีก”
คิดได้แค่นี้ก็กลับบ้านเจอหน้า รู้สึกหนัก ก็เลยไปถอนอีกกระป๋อง เดินได้ก็อาบน้ำ ดูไรนิดหน่อย แล้วนอน
คิดไปคิดมา
หรือนี้ จะเป็นวันศุกร์ที่พร้อมเผชิญวันทุกข์กับคนๆนี้ที่เรียกว่า “เพื่อน”
และดีใจมากที่สุด ที่ได้เสียงเล็กๆที่เตือนให้เพื่อนลุกไปสู้กับวันใหม่
เหมือน น้ำที่จะกลายเป็นเมฆลอยขึ้นไปบนฟ้าอีกครั้ง
เก็บวันทุกข์ เตือนวันสุข เผื่อวันทุกข์ที่สุด ยังมีความสุขที่กลับมาเติม
---------------------------------------------------------------------------
เช้าของวันเสาร์ ห้า กันยายน
เล่นเอ็ม พี่ดารับแอดแล้ว หน้าพี่เบียเต็มจอ ทำมาชวนหนูๆ อิอิ รู้น้าๆ ฮ่าๆ
เย่ๆ จะลั่ลล้า เพื่อนมาถามงาน
แล้วเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
“แจง สี่ระยะนี้มีอะไรนะ อันสุดท้ายๆ”
“ให้อภัย”
เด็กเชียร์เบียร์เริ่มทยอยมา
แต่แน่ละ เพื่อนเอกเรา “คอเหล้า”
(กูอยากเบียร์มากกว่านะ...แต่ที่แน่ที่สุด เพื่อนกูไม่เบียร์ จะเหล้าๆๆ เห้อ)
กินกันไปเรื่อยๆ เพื่อนๆเริ่มทยอยมา
จากหลายมหาลัย ลาดกระบัง การบิน เกษตร ธรรมศาสตร์ (ที่เหลือกูไม่รู้)
มศวไม่มีจุดรู้สึกจะมีสองคน (กูไม่ค่อยเห็นมันจริงๆว่ะ)
กินกันเรื่อยๆ เงียบๆของเราไป
เพื่อนๆเปลี่ยนไป หน้าตาดีกันทุกคน แต่ทำไมกูดูอ้วนๆโทรมๆลงพุง สิวบุก
(บอกแล้วให้มึงหนีผีตามรูมเมทก็ไม่เชื่อ)
แต่นั้นไม่ใช่ประเด็น “ของขวัญ” ที่จะไปฝากเพื่อนที่ม.กรุงเทพยังอยู่
“สงสัยจะได้ลำบากตัวเองแล้วแหล่ะ งานเข้า” ก็ถือว่า อะไรที่เกิด คงมาจากจักรวาล
ก็นั่งกินหมูกระทะ เสริฟน้ำกันไปเรื่อย
...
...
...
มากี่คน
19คน
ดี ที่ยังมา ที่ไม่มานี้ติดซ้อมแสตน์ ทำแลบ เรียนเย็น อยู่ต่างจังหวัด
ขอบคุณที่เราได้เป็นหนึ่งในนั้น
กินเสร็จพ่อโทรมาบอก ลูก แม่ทำก๋วยเตี๊ยวไว้รอ
(หนูอยากกระโดดลงเตาหมูกระทะสะตรงนั้นมากๆ)
...
...
...
(สมองมันตึบๆ...เลยจุดไว้ ตานี้มันจะหลับ คอนี้จะเอาไว้พาดคนข้างๆ)
จำได้แค่ว่า
โทรหาเข็ม และสักพักตังค์หมด เข็มโทรกลับ
เข็มถามว่า
“คิดไหม ถ้าเราไม่เข้าชุมนุมเชียร์ จะเป็นยังงัย”
“...(ตึบๆ)...”
แต่ยังไม่เลือก
วิ่งหาเพื่อนสักพัก เจอรุ่นน้อง ตามติดให้เลี้ยงๆ ก็จัดไป
เลี้ยงเสร็จโยนของให้น้องเอากับบ้านกับค่าปิดปาก
“บอกพ่อ
ว่าพี่เอาของไปให้เพื่อนที่ม.กรุงเทพ”
วิ่งไปหาเพื่อน เจอเข็ม เจอออด บุค ไอ้กิ๊พ และพวกผอง604
เอาแล้ว เพื่อนมาพร้อม ไอ้สาดนั้น
“ท่านประธานนักเรียน”
ตกลงมึงจะประชุมจริง
คิดในใจ...
สักพัก “มึงจะไปกินหมูกะทะกับกูไหม” นั้นนะซินะ
นี้ปัจจัยหลักของการเรียกประชุมเลย(?)
สมัยเรียน
หนังที่ทั้งโรงเรียนได้ดู...กูไม่ได้ดู
เพราะ พ่อไม่อนุญาต ซื้อหนังแผ่นดูกันทั้งครอบครัว
หมูกระทะชุมนุมเชียร์...ไม่ได้เด็ดขาด เพราะ พ่อไม่อนุญาต มากินกับพ่อแม่ก็ได้
หมูกระทะชุมนุมห้อง...ไม่ได้เด็ดขาด เพราะ พ่อไม่อนุญาต ตามข้อข้าง บน
ไปทะเลที่ไม่ใช่ค่าย...ไม่ให้ไปเด็ดขาด เพราะ พ่อไม่อนุญาต ห้ามพูดถึง
ไปเที่ยวไกลๆแม้จะมีแม่เพื่อนไป...เพราะ พ่อไม่รู้ ให้ไปถามแม่เอา
ไปวัด ถ้าไปแล้วลำบากพ่อ ก็ไม่ให้ไป
ไปไหน ลำบากพ่อก็จะไปส่งช้าๆ ให้ตกรถ
วันไหนทำงานดึกๆ ลำบากพ่อ ก็ดีกว่า มาวันเสาร์อาทิตย์
เพราะพ่อจะอ้าง บ้านไกลยังจะเสือกทำตัวลำบากช่วยเพื่อนอีก
“ช่วงที่มีความสุขจริงๆคือ
มัธยม” เสียงของใครสักคนที่ตกอยู่วังวนของความคิด
“แต่ต้องหลังกูรู้ผลสอบนะ ฮ่าๆ” เสียงก้องๆอยู่ในหัวใจ
หลังรู้ผลติดแม่ฟ้าหลวง
“พ่อกับแม่ไม่ให้ไปเรียน”
คิดในใจ กูจะเอาอะไรไปฝ่าฟันแอดมิดชั่น ความรู้รัฐศาสตร์ใช่ไหมที่จะพากูรอด
คิดในใจ เลือกสองอันดับ เลือกเกษตร กูติดอันดับสองแน่ๆ
คิดในใจ ไก่โทรมาบอกกู แม่งติดรัสสาด สาธุๆๆ ติดด้วยคน
คิดในใจ “ครู”
คนอื่นทำไมดีใจกันยกบ้าน
ไล่ตั้งแต่ฝ่ายพ่อยันฝ่ายญาติแม่ ทำไมกูไม่ดีใจอะไร
ที่นี้
เคยเป็นมหาวิทยาลัยที่พ่อขับรถผ่านมหาลัยแรกๆในดวงใจครั้นอยากจะเป็น “หมอ”
ที่นี้ เคยเป็นที่ๆเราอยากจะมาค่ายฝันอยากจะเป็น
“หมอ” ตั้งสองครั้ง แต่ไม่เคยติด
และแล้วที่นี้
ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งในเวลานี้ ระหว่าง
บ้าน โรงเรียน มหาวิทยาลัย
สิ่งที่ทุกคนต่างพูดในรถ
ถึงสิ่งที่เป็นอยู่
เรากลับนึกย้อนไปในอดีต
“ช่วงเวลานักเรียน ไม่ว่าก่อนสอบ หรือ หลังรู้ผล มันก็ไม่อะไรย้อนคืนมาได้
นอกจากความทรงจำ”
นั้นเป็นสิ่งสรุป
ก่อนที่เดือนและรองดาวศิลปกรรม มธ (ตุ๊กตาหน้ารถวันนี้) จะบุกร้านหมูกระทะ
เพื่อนเอก
รออยู่